หลวงพ่อโต

%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%95

ประวัติหลวงพ่อโต

หลวงพ่อโตเป็นพระพุทธรูปปางปาริไลยก์ หรือปางปาเลไลยก์ มีพุทธลักษณะที่งดงามแบบสมัยสุโขทัย สันนิษฐานว่า น่าจะสร้างในสมัยเดียวกับพระพุทธชินราชที่จังหวัดพิษณุโลก สิ่งที่ทำให้สันนิษฐานเช่นนั้น คือ ส่วนพระเศียรตั้งแต่พระศอจนถึงยอดพระเกศซึ่งหล่อด้วยทองสำริด ซึ่งประมาณอายุได้ไม่ต่ำกว่า ๗๐๐ ปี

องค์ของหลวงพ่อโตนั้น ประกอบไปด้วย ๒ ส่วน คือ ส่วนพระเศียรซึ่งหล่อด้วยทองสำริด มีน้ำหนักประมาณ ๑,๐๐๐ กิโลกรัม และส่วนองค์ตั้งแต่พระศอลงมาถึงพระบาทนั้นได้ก่ออิฐถือปูนปั้นเป็นองค์หลวงพ่อโต เมื่อวัดจากฐานจนถึงยอดพระเกศ มีความสูง ๖ เมตร ๓๕ เซนติเมตร หน้าตักกว้าง ๒ เมตร ๓๐ เซนติเมตร

ตามคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ว่า หลวงพ่อโตนี้ เดิมทีไม่ได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดตะพานแห่งนี้ ในคราวที่กรุงศรีอยุธยาได้เสียกรุงแก่พม่าในครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐ ชาวบ้านที่เคารพศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เห็นพระพุทธรูปที่ทรงคุณค่าทางจิตใจและทางพุทธศิลป์ ไม่ต้องการให้ตกเป็นของฝ่ายข้าศึกไป ต้องการที่จะรักษาเอาไว้เพื่ออนุชนคนรุ่นหลัง จึงได้นำลงเรือล่องมาตามแม่น้ำลำคลอง แต่ด้วยเหตุที่หลวงพ่อโตมีขนาดใหญ่โตมาก จึงได้นำมาเฉพาะส่วนพระเศียรเท่านั้น ซึ่งมีน้ำหนักถึง ๑,๐๐๐ กิโลกรัม สูง ๒ เมตรเศษ ด้วยจิตศรัทธาอันแรงกล้าของชาวบ้านก็สามารถนำลงเรือล่องหนีมาตามลำน้ำเจ้าพระยาเข้าสู่คลองสามเสนโดยไม่ทราบจุดหมายปลายทางของการหนีภัยสงครามในครั้งนั้นได้ รู้แต่เพียงอย่างเดียวว่า ขอให้รอดพ้นจากภัยข้าศึกเท่านั้น เมื่อได้ล่องเรือมาถึงหน้าวัดตะพาน ซึ่งเป็นวัดเล็กๆที่ตั้งอยู่ริมคลองสามเสน ได้เกิดปาฏิหาริย์ คือ เรือที่บรรทุกส่วนพระเศียรของหลวงพ่อโตนั้น ไม่ขยับเขยื่อนเลื่อนล่องลอยไปอย่างที่ควรจะเป็น สร้างความอัศจรรย์ใจแก่ชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง ชาวบ้านผู้รู้นิมิตได้ตีความหมายว่า หลวงพ่อโตท่านคงประสงค์ที่จะประดิษฐานอยู่ที่วัดแห่งนี้เป็นแน่ จึงได้ทำพิธีอาราธนาท่านขึ้นมาประดิษฐาน ณ โคนต้นโพธิ์ที่อยู่หน้าวัดด้านทิศตะวันออก

เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชได้กอบกู้บ้านเมือง ขับไล่ข้าศึกให้พ้นจากแผ่นดินไทยแล้ว ย้ายเมืองหลวงมาอยู่กรุงธนบุรีและได้ปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่า พระเจ้ากรุงธนบุรี กาลเวลาได้ผ่านพ้นไปหลายไป หลวงพ่อโตก็ยังประดิษฐานอยู่ที่โคนต้นโพธิ์หน้าวัด ชาวบ้านละแวกวัดตะพานมีจิตศรัทธาประสงค์ที่จะสร้างส่วนที่เป็นองค์พระเพื่อจะได้นำส่วนพระเศียรที่ล่องเรือมาขึ้นประดิษฐานให้เป็นองค์พระที่สมบูรณ์ แต่ก็ไม่สามารถทราบได้ว่า องค์เดิมของท่านนั้นเป็นปางอะไร อยู่ในอิริยถใด แต่มีชาวบ้านบางคนเกิดนิมิตว่า ควรจะสร้างเป็นพระปางประทานพรในอิริยาบถนั่ง ในการก่อสร้างองค์ของหลวงพ่อโตถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เฉพาะพระศอถึงพระเกศมีน้ำหนักถึง ๑ ตัน จึงได้นำไม้สักมานอนเรียงกัน เพื่อใช้เป็นเสาเข็มให้ช่างที่มีฝีมือเก่งในยุคนั้นมาทำการสร้างองค์ท่าน และได้นำส่วนพระเศียรขึ้นต่อเข้ากับส่วนองค์ท่านที่ได้ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยส่วนพระเศียรได้ใช้ต้นไม้สักใหญ่ค้ำเป็นแกนกลางไว้ เพราะมีน้ำหนักมาก ช่างได้ใช้ฝีมือในการต่ออย่างสนิทแนบเนียน จนทำให้ไม่ทราบหรือดูไม่ออกว่ามีการเชื่อมต่อระหว่างส่วนทั้งสอง ลักษณะขององค์พระที่ช่างได้ก่อสร้างขึ้นมีทรวดทรงที่ได้สัดส่วนรับกันพอดีกับส่วนพระเศียร ถือเป็นพระพุทธรูปแบบทรงสุโขทัยได้เป็นอย่างดี

ถึงแม้ว่าจะสร้างองค์หลวงพ่อโตสมบูรณ์แล้ว แต่ยังไม่ได้สร้างวิหารให้เป็นสถานที่ประดิษฐาน องค์ท่านจึงตั้งอยู่กลางแจ้ง ต่อมาชาวบ้านได้สร้างวิหารขึ้นถวายหลังหนึ่ง ซึ่งได้ชำรุดทรุดโทรมพังลงไปตามกาลเวลา วิหารหลังปัจจุบันนี้เป็นหลังที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๐๐ นั่นแสดงว่าหลวงพ่อโตนี้ได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดตะพานตั้งแต่ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา (นับตั้งแต่ยังมีเฉพาะส่วนพระเศียร) จนถึงปัจจุบัน ตามข้อสันนิษฐานดังกล่าวแล้ว น่าจะมากกว่า ๒๐๐ ปี

นามเดิมของหลวงพ่อโตนั้น ไม่สามารถทราบได้ว่ามีนามเดิมว่าอย่างไร แต่ด้วยเหตุที่ลักษณะองค์ของท่านใหญ่โตมาก ชาวบ้านจึงเรียกนามท่านว่า “หลวงพ่อโต” และเพราะมาประดิษฐานอยู่ที่วัดตะพาน จึงเรียกรวมกันว่า “หลวงพ่อโตวัดตะพาน”

หลวงพ่อโตและวิหารที่ประดิษฐานได้ผ่านการบูรณะปฏิสังขรณ์หลายครั้ง ทั้งบูรณะปฏิสังขรณ์บางส่วนและทั้งองค์ทั้งหลัง แต่ที่ถือเป็นการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ เกิดขึ้นใน วันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๓ คือ พระมงคลบัณฑิตเจ้าอาวาส ได้ทำโครงการยกองค์หลวงพ่อโตขึ้นสูงจากฐานเดิม ๑๑๐ เซนติเมตร และเลื่อนองค์ท่านให้ห่างจากผนังด้านหลังอีก ๙๖ เซนติเมตร ทำให้มีอุโมงค์รอดใต้ฐานและเดินเวียนรอบองค์หลวงพ่อโตได้ ภายในวิหารได้ให้จิตรกรเขียนภาพฝาผนังบรรยายถึงคุณและโทษของการมีและขาดความสามัคคี ได้ปิดทองหลวงพ่อโตใหม่ทั้งองค์ และได้ปรับปรุงภูมิทัศน์รอบวิหารใหม่ด้วย

ความศักดิ์สิทธิ์ในองค์หลวงพ่อโตนั้น ได้ปรากฎชัดขึ้น เมื่อชาวบ้านทั้งหลายได้มากราบไหว้สักการะขอพรจากท่านในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกิจการการค้าขาย หรือในสมัยที่วิวัฒนาการทางการแพทย์ยังไม่ทันสมัยเหมือนปัจจุบัน ชาวบ้านก็ได้มาขอพรให้ตนเองหรือแก่ผู้ที่ตนเคารพนับถือให้พ้นจากความเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะสำเร็จสมความปรารถนาตามที่ขอพรกับองค์ท่าน และในยุคแรกๆ ก็ได้นำขนมจีนน้ำยามาถวายเป็นการแก้บนและนิยมทำกันมาจนถึงปัจจุบัน บางช่วงก็นิยมแก้บนด้วยการจุดประทัดถวาย อีกสิ่งหนึ่ง ที่เล่าสืบต่อกันมาว่า เป็นที่โปรดปรานหรือเป็นของควรนำมาไหว้บูชาหลวงพ่อโต คือ ว่าว