สามเณรสิกขา

%e0%b9%80%e0%b8%93%e0%b8%a359

สามเณรสิกขา

            คือสิกขาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้ดีแล้วแก่เหล่าสามเณรทั้งหลาย และเป็นสิกขาอันสามเณรทั้งหลายไม่พึงก้าวล่วง หากก้าวล่วงย่อมถึงโทษมีประการต่างๆ ดังที่กล่าวไว้ในบทสวดแล้ว

 

บทขัดที่ ๑

สัมพุทโธ โลเก อุปปันโน มะหาการุณิโก มุนิ

ธัมมะจักกัง ปะวัตเตตวา โลเก อัปปะฏิวัตติยัง

โลกัสสะ สังคะหัง กาตุง จะริตวา โลกะจาริกัง

ติวิธัง โลเก สัทธัมมัง สัมมะเทวะ ปะวัตติยัง

อะนุปุพเพนะ สาวัตถิง ปัตวา เชตะวะเน วะสัง

สามะเณรานัง นิสสายะ จิตตัง กะถานุสิกขิตุง

อะนุญญาสิ ทะสะ สิกขา สามะเณเรหิ สิกขิตุง

สามะเณรานัง ทะสังคัง สิกขาปะทัง ภะณามะ เสฯ

 

(คำแปล)

            พระสัมพุทธเจ้า ผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณา ผู้รู้ เสด็จอุบัติในโลกแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักรที่ใครๆ ให้เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปในโลกแล้ว เสด็จเที่ยวไปสู่โลกจาริก เพื่อทำการสงเคราะห์แก่สัตว์โลก ทรงประกาศพระสัทธรรม ๓ อย่าง ในโลกโดยชอบนั่นแล เสด็จถึงเมืองสาวัตถี โดยลำดับ เสด็จประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงอาศัยความคิดของพวกสามเณร เพื่อศึกษาตามถ้อยคำทั้งหลาย จึงทรงอนุญาตสิกขา ๑๐ ข้อ เพื่อให้สามเณรทั้งหลายได้ศึกษา ขอพวกเราจงสวดองค์แห่งสิกขาบททั้ง ๑๐ ประการสำหรับสามเณรทั้งหลายกันซิ

 

บทสวดที่ ๑

(สิกขาบท ๑๐)

(นำ) หันทะ มะยัง สามะเณระสิกขาปะทานิ ภะณามะ เสฯ

(รับ) อะนุญญาสิ โข ภะคะวา, สามะเณรานัง ทะสะ สิกขาปะทานิ, เตสุ จะ สามะเณเรหิ สิกขิตุง, ปาณาติปาตา เวระมะณี, อะทินนาทานา เวระมะณี, อะพรัหมะจะริยา เวระมะณี, มุสาวาทา เวระมะณี, สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี, วิกาละโภชะนา เวระมะณี, นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนาเวระมะณี, มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะมัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี, อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณี, ชาตะรูปะระชะตะปะฏิคคะหะณา เวระมะณีติฯ

 

(คำแปล)

พระผู้มีพระภาค ได้ทรงอนุญาตสิกขาบท ๑๐ แก่สามเณรทั้งหลาย และเพื่อให้สามเณรทั้งหลาย ศึกษาในสิกขาบท ๑๐ เหล่านั้น คือ เว้นจากฆ่าสัตว์มีชีวิต ๑ เว้นจากลักสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ ๑ เว้นจากเมถุนธรรม ๑ เว้นจากกล่าวปด ๑ เว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเพราะดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย ๑ เว้นจากบริโภคอาหารในวิกาลคือตั้งแต่เที่ยงแล้วไป ๑ เว้นจากฟ้อนรำขับร้องประโคมดนตรีและการดู ซึ่งเป็นข้าศึกต่อกุศล ๑ เว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด คือทรงไว้และประดับตกแต่งร่างกาย ด้วยดอกไม้และของหอมและเครื่องทา ๑ เว้นจากที่นอนสูงและที่นอนใหญ่ ๑ เว้นจากรับทองและเงิน ๑

 

บทขัดที่ ๒

เตนะ โข ปะนะ สะมะเยนะ สักยะปุตโต ปะนันทะสะ

สามะเณโร กัณฏะโก นามะ กัณฏะกิง ภิกขุณิง ทุสิ

ญัตวา ตะมัตถัง ภะคะวา ภิกขูนัญเญวะ สันติกา

อะนุญญาสิ โข นาเสตุง สามะเณรัง ทะสังคิกัง

สามะเณรานัง นาสะนะ การะณังคัง ภะณามะ เสฯ

 

(คำแปล)

ก็สมัยนั้นแล สามเณรชื่อว่า กัณฏกะ ของพระอุปนันทะศากยบุตร ประทุษร้ายนางกัณฏะกีภิกษุณีแล้ว พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้น จากสำนักของพวกภิกษุทีเดียว แล้วจึงทรงอนุญาตเพื่อให้นาสนะสามเณรผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๐ ประการ ขอพวกเราจงสวดองค์อันเป็นเหตุแห่งการนาสนะสามเณรทั้งหลายกันซิฯ

 

บทสวดที่ ๒

(นาสะนังคะ ๑๐)

อะนุญญาสิ โข ภะคะวา, ทะสะหิ อังเคหิ สะมันนาคะตัง, สามะเณรัง นาเสตุง, กะตะเมหิ, ทะสะหิ, ปาณาติปาตี โหติ, อะทินนาทายี โหติ, อะพรัหมะจารี โหติ, มุสาวาที โหติ, มัชชะปายี โหติ, พุทธัสสะ อะวัณณัง ภาสะติ, ธัมมัสสะ อะวัณณัง ภาสะติ, สังฆัสสะ อะวัณณัง ภาสะติ, มิจฉาทิฏฐิโก โหติ, ภิกขุนีทูสะโก โหติ, อะนุญญาสิ โข ภะคะวา, อิเมหิ ทะสะหิ อังเคหิ สะมันนาคะตัง สามะเณรัง นาเสตุนติฯ

 

(คำแปล)

พระผู้มีพระภาค ได้ทรงอนุญาตให้สามเณรผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๐ ให้ฉิบหายเสีย องค์ ๑๐ เป็นไฉน คือสามเณรเป็นผู้ฆ่าสัตว์มีชีวิต ๑ เป็นผู้ลักสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ๑ เป็นผู้เสพเมถุน ๑ เป็นผู้กล่าวปด ๑ เป็นผู้ดื่มน้ำเมา ๑ ติเตียนพระพุทธเจ้า ๑ ติเตียนพระธรรม ๑ ติเตียนพระสงฆ์ ๑ เป็นผู้มีความเห็นผิด ๑ เป็นผู้ประทุษร้ายนางภิกษุณี ๑ พระผู้มีพระภาคได้ทรงอนุญาต ให้สามเณรผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๐ เหล่านี้ให้ฉิบหายเสียฯ

 

บทขัดที่ ๓

เตนะ โข ปะนะ สะมะเยนะ สามะเณรา อะคาระวา

ภิกขูสุ อัปปะติสสา เจวะ อะสะภาคะวุตติกา

ญัตวา ตะมัตถัง ภะคะวา ภิกขูนัญเญวะ สันติกา

อะนุญญาสิ ทัณฑะกัมมัง กาตุง ปัญจังคิกัสสะ จะ

สามะเณรานัง ทัณฑะกัมมะ การะณังคัง ภะณามะ เสฯ

 

(คำแปล)

ก็สมัยนั้นแล พวกสามเณรเป็นผู้ไม่เคารพ ไม่ยำเกรง และมีความประพฤติไม่ถูกกันในภิกษุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้น จากสำนักพวกภิกษุนั่นเอง จึงทรงอนุญาตเพื่อให้กระทำทัณฑกรรมแก่สามเณรผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ ขอพวกเราจงสวด องค์อันเป็นเหตุแห่งทัณฑกรรม สำหรับสามเณรทั้งหลายกันซิฯ

 

บทสวดที่ ๓

(ทัณฑกรรม ๕)

อะนุญญาสิ โข ภะคะวา, ปัญจะหิ อังเคหิ สะมันนาคะตัสสะ สามะเณรัสสะ ทัณฑะกัมมัง กาตุง, กะตะเมหิ, ปัญจะหิ, ภิกขูนัง อะลาภายะ ปะริสักกะติ, ภิกขูนัง อะนัตถายะ ปะริสักกะติ, ภิกขูนัง อะนาวาสายะ ปะริสักกะติ, ภิกขู อักโกสะติ ปะริภาสะติ, ภิกขู ภิกขูหิ เภเทติ, อะนุญญาสิ โข ภะคะวา, อิเมหิ ปัญจะหิ อังเคหิ สะมันนาคะตัสสะ สามะเณรัสสะ ทัณฑะกัมมัง กาตุนติฯ

 

(คำแปล)

พระผู้มีพระภาค ได้ทรงอนุญาต เพื่อจะทำทัณฑกรรมแก่สามเณรผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ องค์ ๕ เป็นไฉน คือสามเณรพากเพียรจะให้ภิกษุทั้งหลายเสื่อมลาภ ไม่ให้ได้ลาภ ๑ พากเพียรเพื่อกรรมใช่ประโยชน์แห่งภิกษุทั้งหลาย ๑ พากเพียรเพื่อจะอยู่ไม่ได้แห่งภิกษุทั้งหลาย ๑ ค่าตัดพ้อภิกษุทั้งหลาย ๑ ให้ภิกษุทั้งหลายแตกร้าวจากภิกษุทั้งหลาย ๑ พระผู้มีพระภาคได้ทรงอนุญาต เพื่อจะทำทัณฑกรรมแก่สามเณรผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่านี้ฯ

ทำวัตรเย็น

14360342_10210225615855869_91223785_o

ทำวัตรสวดมนต์ตอนเย็น

(ตามระเบียบปฏิบัติทำวัตรสวดมนต์ฉบับวัดตะพาน)

 

(เมื่อประธานหรือเถระในสงฆ์จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พึงนั่งคุกเข่าประนมมือพร้อมกัน แล้วหัวหน้านำสวด พึงว่าตามทีละตอน)

 

คำบูชาพระรัตนตรัย

โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ,

สวากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธัมโม,

สุปะฏิปันโน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,

ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสังฆัง,

อิเมหิ สักกาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิเตหิ อะภิปูชะยามะ,

สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุจิระปะรินิพพุโตปิ,

ปัจฉิมาชะนะตานุกัมปะมานะสา,

อิเม สักกาเร ทุคคะตะปัณณาการะภูเต ปะฏิคคัณหาตุ,

อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ ฯ

 

คำนมัสการพระรัตนตรัย

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา          พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ)

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม                ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ            สังฆัง นะมามิ (กราบ)

 

พุทธานุสสติ

(นำ) หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัญเจวะ พุทธานุสสะตินะยัญจะ กะโรมะ เส ฯ (บางแห่งนำว่า : ยะมัมหะ โข มะยัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา, อะระหันตัง สัมมาสัมพุทธัง ยัง ภะคะวันตัง อุททิสสะ ปัพพะชิตา, ยัสมิง ภะคะวะติ พรัหมะจะริยัง จะรามะ, ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสังฆัง, ยะถาระหัง อาโรปิเตหิ สักกาเรหิ อะภิปูชะยิตวา อะภิวาทะนัง กะริมหา, หันทะทานิ มะยัง ตัง ภะคะวันตัง วาจายะ อะภิคายิตุง ปุพพะภาคะนะมะการัญเจวะ พุทธานุสสะตินะยัญจะ กะโรมะเส ฯ)

(รับ)    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

ตัง โข ปะนะ ภะคะวันตัง เอวัง กัลยาโณ กิตติสัทโท อัพภุคคะโต, อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, วิชชา จะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู, อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ ฯ

 

พุทธาภิคีติ

(นำ) หันทะ มะยัง พุทธาภิคีติง กะโรมะ เส ฯ

(รับ)    พุทธะวาระหันตะวะระตาทิคุณาภิยุตโต

สุทธาภิญาณะกะรุณาหิ สะมาคะตัตโต

โพเธสิ โย สุชะนะตัง กะมะลังวะ สูโร

วันทามะหัง ตะมะระณัง สิระสา ชิเนนทัง

พุทโธ โย สัพพะปาณีนัง           สะระณัง เขมะมุตตะมัง

ปะฐะมานุสสะติฏฐานัง            วันทามิ ตัง สิเรนะหัง

พุทธัสสาหัสมิ ทาโส วะ           พุทโธ เม สามิกิสสะโร

พุทโธ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ        วิธาตา จะ หิตัสสะ เม

พุทธัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง

วันทันโตหัง จะริสสามิ             พุทธัสเสวะ สุโพธิตัง

นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง           พุทโธ เม สะระณัง วะรัง

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ               วัฑเฒยยัง สัตถุ สาสะเน

พุทธัง เม วันทะมาเนนะ            ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ

สัพเพปิ อันตะรายา เม              มาเหสุง ตัสสะ เตชะสาฯ

(กราบหมอบศรีษะลงอยู่กับพื้นพร้อมกับกล่าวว่า)

กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา

พุทเธ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง

พุทโธ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง

กาลันตะเร สังวะริตุง วะ พุทเธฯ (แล้วพึงนั่งคุกเข่า)

 

ธัมมานุสสติ

(นำ) หันทะ มะยัง ธัมมานุสสะตินะยัง กะโรมะ เสฯ

(รับ) สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก, โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติฯ

 

ธัมมาภิคีติ

(นำ) หันทะ มะยัง ธัมมาภิคีติง กะโรมะ เส ฯ

(รับ)    ส๎วากขาตะตาทิคุณะโยคะวะเสนะ เสยโย

โย มัคคะปากะปะริยัตติวิโมกขะเภโท

ธัมโม กุโลกะปะตะนา ตะทะธาริธารี

วันทามะหัง ตะมะหะรัง วะระธัมมะเมตัง

ธัมโม โย สัพพะปาณีนัง            สะระณัง เขมะมุตตะมัง

ทุติยานุสสะติฏฐานัง                วันทามิ ตัง สิเรนะหัง

ธัมมัสสาหัสมิ ทาโส วะ            ธัมโม เม สามิกิสสะโร

ธัมโม ทุกขัสสะ ฆาตา จะ         วิธาตา จะ หิตัสสะ เม

ธัมมัสสาหัง นิยยาเทมิ              สะรีรัญชีวิตัญจิทัง

วันทันโตหัง จะริสสามิ             ธัมมัสเสวะ สุธัมมะตัง

นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง           ธัมโม เม สะระณัง วะรัง

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ               วัฑเฒยยัง สัตถุ สาสะเน

ธัมมัง เม วันทะมาเนนะ            ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ

สัพเพปิ อันตะรายา เม              มาเหสุง ตัสสะ เตชะสาฯ

(กราบหมอบศรีษะลงอยู่กับพื้นพร้อมกับกล่าวว่า)

กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา

ธัมเม กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง

ธัมโม ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะ ยันตัง

กาลันตะเร สังวะริตุง วะ ธัมเมฯ (แล้วพึงนั่งคุกเข่า)

 

สังฆานุสสติ

(นำ) หันทะ มะยัง สังฆานุสสะตินะยัง กะโรมะ เสฯ

(รับ) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย, อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติฯ

 

สังฆาภิคีติ

(นำ) หันทะ มะยัง สังฆาภิคีติง กะโรมะ เสฯ

(รับ)    สัทธัมมะโช สุปะฏิปัตติคุณาทิยุตโต

โยฏฐัพพิโธ อะริยะปุคคะละสังฆะเสฏโฐ

สีลาทิธัมมะปะวะราสะยะกายะจิตโต

วันทามะหัง ตะมะริยานะ คะณัง สุสุทธัง

สังโฆ โย สัพพะปาณีนัง           สะระณัง เขมะมุตตะมัง

ตะติยานุสสะติฏฐานัง              วันทามิ ตัง สิเรนะหัง

สังฆัสสาหัสมิ ทาโส วะ           สังโฆ เม สามิกิสสะโร

สังโฆ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ         วิธาตา จะ หิตัสสะ เม

สังฆัสสาหัง นิยยาเทมิ              สะรีรัญชีวิตัญจิทัง

วันทันโตหัง จะริสสามิ             สังฆัสโสปะฏิปันนะตัง

นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง           สังโฆ เม สะระณัง วะรัง

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ               วัฑเฒยยัง สัตถุ สาสะเน

สังฆัง เม วันทะมาเนนะ            ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ

สัพเพปิ อันตะรายา เม              มาเหสุง ตัสสะ เตชะสาฯ

(กราบหมอบศรีษะลงอยู่กับพื้นพร้อมกับกล่าวว่า)

กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา

สังเฆ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง

สังโฆ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง

กาลันตะเร สังวะริตุง วะ สังเฆ ฯ (แล้วพึงนั่งพับเพียบ)

 

            ลำดับจากนี้ไป ภิกษุรูปหนึ่งจะขัดบทชุมนุมเทวดา (ขัดสัคเค) ภายหลังจากนี้ หัวหน้านำสวด จะพาสวดเจริญพระพุทธมนต์มีพระปริตรและพระสูตรต่างๆ เป็นต้น ตามระเบียบพิธีปฏิบัติทำวัตรเย็นของคณะสงฆ์วัดตะพาน ซึ่งต้องสลับสับเปลี่ยนกันไปทั้งสิ้น ๑๑ วัน แล้วจึงวนกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ครั้นเรียบร้อยแล้ว จึงย้อนกลับมาสวดต่อด้วยบทต่อไปนี้

 

กะระณียะเมตตะสุตตัง (ย่อ)

เมตตัญจะ สัพพะ โลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีละวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติฯ

 

ขันธะปะริตตะคาถา (ย่อ)

อัปปะมาโณ พุทโธ อัปปะมาโณ ธัมโม อัปปะมาโณ สังโฆ ปะมาณะวันตานิ สิริงสะปานิ อะหิ วิจฉิกา สะตะปะที อุณณานาภี สะระพู มูสิกา กะตา เม รักขา กะตา เม ปะริตตา ปะฏิกกะมันตุ ภูตานิ โสหัง นะโม ภะคะวะโต นะโม สัตตันนัง สัมมาสัมพุทธานังฯ

 

โมระปะริตตัง (เฉพาะส่วนตอนเย็น)

อะเปตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ รัตติง เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร วาสะมะกัปปะยีติฯ

 

อะตีตะปัจจะเวกขะณะวิธี (บทพิจารณาปัจจัย ๔)

            (นำ) หันทะ มะยัง อะตีตะปัจจะเวกขะณะปาฐัง ภะณามะ เสฯ

(รับ) อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิตวา ยัง จีวะรัง ปะริภุตตัง, ตัง ยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะ, อุณหัสสะ ปะฏิฆาตายะ, ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, ยาวะเทวะ หิริโกปินะปะฏิจฉาทะนัตถัง ฯ

อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิตวา โย ปิณฑะปาโต ปะริภุตโต, โส เนวะทวายะ นะ มะทายะ นะ มัณฑะนายะ นะ วิภูสะนายะ, ยาวะเทวะ อิมัสสะ กายัสสะ ฐิติยา ยาปะนายะ วิหิงสุปะระติยา พรัหมะจะริยานุคคะหายะ, อิติ ปุราณัญจะ เวทะนัง ปะฏิหังขามิ นะวัญจะ เวทะนัง นะ อุปปาเทสสามิ, ยาตรา จะ เม ภะวิสสะติ อะนะวัชชะตา จะ ผาสุวิหาโร จาติ ฯ

อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิตวา ยัง เสนาสะนัง ปะริภุตตัง, ตัง ยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะ, อุณหัสสะ ปะฏิฆาตายะ, ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, ยาวะเทวะ อุตุปะริสสะยะวิโนทะนัง ปะฏิสัลลานารามัตถัง ฯ

อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิตวา โย คิลานะปัจจะยะเภสัชชะปะริกขาโร ปะริภุตโต, โส ยาวะเทวะ อุปปันนานัง เวยยาพาธิกานัง เวทะนานัง ปะฏิฆาตายะ, อัพยาปัชฌะปะระมะตายาติ ฯ

 

เทวธรรม

            หิริโอตตัปปะสัมปันนา สุกกะธัมมะสะมาหิตา

สันโต สัปปุริสา โลเก               เทวะธัมมาติ วุจจะเรฯ

 

คำนมัสการพระธาตุ

วันทามิ เจติยัง สัพพัง                สัพพัฏฐาเน สุปะติฏฐิตัง

สารีริกะธาตุ มะหาโพธิง           พุทธะรูปัง สะกะลัง สะทาฯ

วันทามิ พุทธัง ภะวะปาระติณณัง

ติโลกะเกตุง ติภะเวกะนาถัง

โย โลกะเสฏโฐ สะกะลัง กิเลสัง

เฉตตะวานะ โพเธสิ ชะนัง อะนันตังฯ

ยัง นัมมะทายะ นะทิยา ปุลิเน จะ ตีเร

ยัง สัจจะพันธะคิริเก สุมะนาจะลัคเค

ยัง ตัตถะ โยนะกะปุเร มุนิโน จะ ปาทัง

ตัง ปาทะลัญชะนะมะหัง สิระสา นะมามิฯ

สุวัณณะมาลิเก สุวัณณะปัพพะเต

สุมะนะกูเฏ โยนะกะปุเร นัมมะทายะ นะทิยา

ปัญจะปาทะวะรัง ฐานัง อะหัง วันทามิ ทูระโตฯ

อิจเจวะมัจจันตะนะมัสสะเนยยัง

นะมัสสะมาโน ระตะนัตตะยัง ยัง

ปุญญาภิสันทัง วิปุลัง อะลัตถัง

ตัสสานุภาเวนะ หะตันตะราโยฯ

อามันตะยามิ โว ภิกขะเว ปะฏิเวทะยามิ โว ภิกขะเว ขะยะวะยะธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถาติฯ

 

กรวดน้ำอิมินา

(นำ) หันทะ มะยัง อุททิสะนาธิฏฐานะคาถาโย ภะณามะ เสฯ

(รับ)                 อิมินา ปุญญะกัมเมนะ   อุปัชฌายา คุณุตตะรา

อาจาริยูปะการา จะ                   มาตาปิตา จะ ญาตะกา (ปิยา มะมัง)

สุริโย จันทิมา ราชา                   คุณะวันตา นะราปิ จะ

พรัหมะมารา จะ อินทา จะ(ตุ)   โลกะปาลา จะ เทวะตา

ยะโม มิตตา มะนุสสา จะ          มัชฌัตตา เวริกาปิ จะ

สัพเพ สัตตา สุขี โหนตุ             ปุญญานิ ปะกะตานิ เม

สุขัง จะ ติวิธัง เทนตุ                 ขิปปัง ปาเปถะ โว มะตังฯ

อิมินา ปุญญะกัมเมนะ   อิมินา อุททิเสนะ จะ

ขิปปาหัง สุละเภ เจวะ               ตัณหุปาทานะเฉทะนัง

เย สันตาเน หินา ธัมมา             ยาวะ นิพพานะโต มะมัง

นัสสันตุ สัพพะทา เยวะ            ยัตถะ ชาโต ภะเว ภะเว

อุชุจิตตัง สะติปัญญา                 สัลเลโข วีริยัมหินา

มารา ละภันตุ โนกาสัง กาตุญจะ วีริเยสุ เม

พุทโธ ทีปะวะโร นาโถ             ธัมโม นาโถ วะรุตตะโม

นาโถ ปัจเจกะพุทโธ จะ            สังโฆ นาโถตตะโร มะมัง

เตโสตตะมานุภาเวนะ               มาโรกาสัง ละภันตุ มาฯ

 

ลำดับจากนี้พึงนั่งสมาธิเจริญกรรมฐานมีสมถภาวนาเป็นต้น ให้พอควรแก่เวลา และโอกาส แล้วพึงแผ่เมตตาจิตแก่สัพพสัตว์ทั้งหลาย ให้เป็นอัปปะมัญญาภาวนา อย่างนี้เป็นต้นว่า

 

คำแผ่เมตตา

สัพเพ สัตตา     สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น

อะเวรา             จงเป็นสุข ๆ เถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

สัพเพ สัตตา     สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น

อัพยาปัชฌา      จงเป็นสุข ๆ เถิด อย่าได้มีความเจ็บไข้ลำบากกายลำบากใจเลย

สัพเพ สัตตา     สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น

อะนีฆา            จงเป็นสุข ๆ เถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สัพเพ สัตตา     สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

 

จบทำวัตรเย็น

ทำวัตรพระ

%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b8%b9%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94

ทำวัตรพระ

(บทสวดทำวัตรพระนี้ คณะสงฆ์วัดตะพานจะสวดเมื่อพระเถระรูปอื่น เว้นเจ้าอาวาส นำสวดทำวัตรเย็น หรือสวดทำวัตรเย็นย่อเมื่อมีเวลาน้อยนัก ไม่อาจจะสวดบททำวัตรเย็น เต็มได้)

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

โย สันนิสินโน วะระโพธิมูเล มารัง สะเสนัง สุชิตัง วิเชยยะ สัมโพธิมาคัจฉิ อะนันตะญาโณ โลกุตตะโม ตัง ปะณะมามิ พุทธัง เย จะ พุทธา อะตีตา จะ เย จะ พุทธา อะนาคะตา ปัจจุปปันนา จะ เย พุทธา อะหัง วันทามิ สัพพะทา

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ

พุทธัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เม ชะยะมังคะลัง อุตตะมังเคนะ วันเทหัง ปาทะปังสุง วะรุตตะมัง พุทเธ โย ขะลิโต โทโส พุทโธ ขะมะตุ ตัง มะมังฯ (กราบ ๑ หน)

อัฏฐังคิโก อะริยะปะโถ ชะนานัง โมกขัปปะเวสายะ อุชู จะ มัคโค ธัมโม อะยัง สันติกะโร ปะณีโต นิยยานิโก ตัง ปะณะมามิ ธัมมัง เย จะ ธัมมา อะตีตา จะเย จะ ธัมมา อะนาคะตา ปัจจุปปันนา จะ เย ธัมมา อะหัง วันทามิ สัพพะทา

ส์วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ ธัมมัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เม ชะยะมังคะลัง อุตตะมังเคนะ วันเทหัง ธัมมัญจะ ทุวิธัง วะรัง ธัมเม โย ขะลิโต โทโส ธัมโม ขะมะตุ ตัง มะมังฯ  (กราบ ๑ หน)

สังโฆ วิสุทโธ วะระทักขิเณยโย สันตินท์ริโย สัพพะมะลัปปะหิโน คุเณหิ เนเกหิ สะมิทธิปัตโต อะนาสะโว ตัง ปะณะมามิ สังฆัง เย จะ สังฆา อะตีตา จะ เย จะ สังฆา อะนาคะตา ปัจจุปปันนา จะ เย สังฆา อะหัง วันทามิ สัพพะทา

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ

สังฆัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง สังโฆ เม สะระณัง วะรัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เม ชะยะมังคะลัง อุตตะมังเคนะ วันเทหัง สังฆัญจะ ทุวิธุตตะมัง สังเฆ โย ขะลิโต โทโล สังโฆ ขะมะตุ ตัง มะมัง อิจเจวะมัจจันตะนะมัสสะเนยยัง นะมัสสะมาโน ระตะนัตตะยัง ยัง ปุญญาภิสันทัง วิปุลัง อะลัตถัง ตัสสานุภาเวนะ หะตันตะราโยฯ (กราบ ๑ หน)

จบทำวัตรพระ

ทำวัตรเช้า

%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b9%8c

ทำวัตรเช้า

เมื่อเถระในสงฆ์จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ทั้งนั้นพึงนั่งคุกเข่าประนมมือ แล้วกราบพระ ๓ ครั้ง แล้วหัวหน้าพึงนำสวดดังต่อไปนี้ (วัดตะพานเริ่มต้นที่คำนมัสการพระรัตนตรัย)

 

คำบูชาพระรัตนตรัย

โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ,

สวากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธัมโม,

สุปะฏิปันโน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,

ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสังฆัง,

อิเมหิ สักกาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิเตหิ อะภิปูชะยามะ,

สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุจิระปะรินิพพุโตปิ,

ปัจฉิมาชะนะตานุกัมปะมานะสา,

อิเม สักกาเร ทุคคะตะปัณณาการะภูเต ปะฏิคคัณหาตุ,

อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ ฯ

 

คำนมัสการพระรัตนตรัย

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา             พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ)

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม                   ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ     สังฆัง นะมามิ (กราบ)

 

ปุพพะภาคะนะมะการะ

(นำ)     หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัง กะโรมะ เส ฯ

(รับ)     นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

 

พุทธาภิถุติ

(นำ) หันทะ มะยัง พุทธาภิถุติง กะโรมะ เส ฯ

(รับ) โย โส ตะถาคะโต อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู, อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวา, โย อิมัง โลกัง สะเทวะกัง สะมาระกัง สะพรัหมะกัง, สัสสะมะณะ พราหมะณิง ปะชัง สะเทวะมะนุสสัง สะยัง อะภิญญา สัจฉิกัตวา ปะเวเทสิ, โย ธัมมัง เทเสสิ อาทิกัลยาณัง มัชเฌกัลยาณัง ปะริโยสานะกัลยาณัง, สาตถัง สะพยัญชะนัง เกวะละปะริปุณณัง ปะริสุทธัง พรัหมะจะริยัง ปะกาเสสิ, ตะมะหัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ ตะมะหัง ภะคะวันตัง สิระสา นะมามิ ฯ (กราบน้อมระลึกถึงพระพุทธคุณ)

ธัมมาภิถุติ

(นำ) หันทะ มะยัง ธัมมาภิถุติง กะโรมะ เส ฯ

(รับ) โย โส สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก, โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ, ตะมะหัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ ตะมะหัง ธัมมัง สิระสา นะมามิ ฯ (กราบน้อมระลึกถึงพระธรรมคุณ)

 

สังฆาภิถุติ

(นำ) หันทะ มะยัง สังฆาภิถุติง กะโรมะ เส ฯ

(รับ) โย โส สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริสะปุคคะลา, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย, อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ ฯ ตะมะหัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ ตะมะหัง สังฆัง สิระสา นะมามิ ฯ (กราบน้อมระลึกถึงพระสังฆคุณ แล้วนั่งพับเพียบ)

 

ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถา

(นำ) หันทะ มะยัง ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถาโย เจวะ สังเวคะปะริกิตตะนะ ปาฐัญจะ ภะณามะ เสฯ (ถ้าจะสวดครึ่งเดียว คือลงแค่ ปะภาวะสิทธิยา ไม่ต่อ อิธะตะถาคะโต ก็นำเพียงครึ่งเดียวว่า หันทะ มะยัง ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถาโย ภะณามะ เสฯ)

(รับ)     พุทโธ สุสุทโธ กะรุณามะหัณณะโว,

โยจจันตะสุทธัพพะระญาณะโลจะโน,

โลกัสสะ ปาปูปะกิเลสะฆาตะโก,

วันทามิ พุทธัง อะหะมาทะเรนะ ตัง,

ธัมโม ปะทีโป วิยะ ตัสสะ สัตถุโน,

โย มัคคะปากามะตะเภทะภินนะโก,

โลกุตตะโร โย จะ ตะทัตถะทีปะโน,

วันทามิ ธัมมัง อะหะมาทะเรนะ ตัง,

สังโฆ สุเขตตาภยะติเขตตะสัญญิโต,

โย ทิฏฐะสันโต สุคะตานุโพธะโก,

โลลัปปะหีโน อะริโย สุเมธะโส,

วันทามิ สังฆัง อะหะมาทะเรนะ ตัง,

อิจเจวะเมกันตะภิปูชะเนยยะกัง,

วัตถุตตะยัง วันทะยะตาภิสังขะตัง,

ปุญญัง มะยา ยัง มะมะ สัพพุปัททะวา,

มา โหนตุ เว ตัสสะ ปะภาวะสิทธิยา ฯ

(ถ้ามีเวลาพอ ให้สวด สังเวคะปะริกิตตะนะปาฐะ ต่อไป)

 

สังเวคะปะริกิตตะนะปาฐะ

อิธะ ตะถาคะโต โลเก อุปปันโน อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, ธัมโม จะ เทสิโต นิยยานิโก อุปะสะมิโก ปะรินิพพานิโก สัมโพธะคามี สุคะตัปปะเวทิโต, มะยันตัง ธัมมัง สุตวา เอวัง ชานามะ ชาติปิ ทุกขา ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง, โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา, อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข, ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง, สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา, เสยยะถีทัง, รูปูปาทานักขันโธ, เวทะนูปาทานักขันโธ, สัญญูปาทานักขันโธ, สังขารูปาทานักขันโธ, วิญญาณูปาทานักขันโธ, เยสัง ปะริญญายะ, ธะระมาโน โส ภะคะวา, เอวัง พะหุลัง สาวะเก วิเนติ, เอวัง ภาคา จะ ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะเกสุ อะนุสาสะนี, พะหุลา ปะวัตตะติ, รูปัง อะนิจจัง, เวทะนา อะนิจจา, สัญญา อะนิจจา, สังขารา อะนิจจา, วิญญาณัง อะนิจจัง, รูปัง อะนัตตา, เวทะนา อะนัตตา, สัญญา อะนัตตา, สังขารา อะนัตตา, วิญญาณัง อะนัตตา สัพเพ สังขารา อะนิจจา, สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ, เต มะยัง (ท่านหญิงว่า ตา มะยัง) โอติณณามะหะ ชาติยา ชะรามะระเณนะ, โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ, ทุกโขติณณา ทุกขะปะเรตา, อัปเปวะนามิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยา ปัญญาเยถาติ,

จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง อุททิสสะ อะระหันตัง สัมมาสัมพุทธัง, สัทธา อะคารัสมา อะนะคาริยัง ปัพพะชิตา, ตัสมิง ภะคะวะติ พรัหมะจะริยัง จะรามะ, ภิกขูนัง สิกขาสาชีวะสะมาปันนา, ตัง โน พรัหมะจะริยัง อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุฯ

(สามเณรพึงตัดคำว่า ภิกขูนัง สิกขาสาชีวะสะมาปันนา ออกเสีย ส่วนคฤหัสถ์ พึงสวดแทนด้วยบทว่า)

จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ ตัสสะ ภะคะวะโต สาสะนัง ยะถาสะติ ยะถาพะลัง มะนะสิกะโรมะ อะนุปะฏิปัชชามะ สา สา โน ปะฏิปัตติ อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุฯ (อนึ่ง ถ้าสตรีสวด เต มะยัง นั้น ให้เปลี่ยนเป็น ตา มะยัง)

 

ตังขะณิกะปัจจะเวกขะณะวิธี (พิจารณาปัจจัย ๔)

(นำ) หันทะ มะยัง ตังขะณิกะปัจจะเวกขะณะปาฐัง ภะณามะ เส ฯ

(รับ) ปะฏิสังขา โยนิโส จีวะรัง ปะฏิเสวามิ, ยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะ, อุณหัสสะ ปะฏิฆาตายะ, ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, ยาวะเทวะ หิริโกปินะ ปะฏิจฉาทะนัตถัง ฯ

ปะฏิสังขา โยนิโส ปิณฑะปาตัง ปะฏิเสวามิ, เนวะ ทะวายะ นะ มะทายะ นะ มัณฑะนายะ นะ วิภูสะนายะ, ยาวะเทวะ อิมัสสะ กายัสสะ ฐิติยา ยาปะนายะ วิหิงสุปะระติยา พรัหมะจะริยานุคคะหายะ, อิติ ปุราณัญจะ เวทะนัง ปะฏิหังขามิ นะวัญจะ เวทะนัง นะ อุปปาเทสสามิ, ยาตรา จะ เม ภะวิสสะติ อะนะวัชชะตา จะ ผาสุวิหาโร จาติ ฯ

ปะฏิสังขา โยนิโส เสนาสะนัง ปะฏิเสวามิ, ยาวะเทวะ สีตัสสะ ปะฏิฆาตายะ, อุณหัสสะ ปะฏิฆาตายะ, ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ, ยาวะเทวะ อุตุปะริสสะยะวิโนทะนัง ปะฏิสัลลานารามัตถัง ฯ

ปะฏิสังขา โยนิโส คิลานะปัจจะยะเภสัชชะปะริกขารัง ปะฏิเสวามิ, ยาวะเทวะ อุปปันนานัง เวยยาพาธิกานัง เวทะนานัง ปะฏิฆาตายะ อัพยาปัชฌะปะระมะตายาติ ฯ

 

อะภิณหะปัจจะเวกขะณะ

            ชะราธัมโมมหิ ชะรัง อะนะตีโต, พะยาธิธัมโมมหิ พะยาธิง อะนะตีโต, มะระณะธัมโมมหิ มะระณัง อะนะตีโต, สัพเพหิ เม ปิเยหิ มะนาเปหิ นานาภาโว วินาภาโว, กัมมัสสะโกมหิ, กัมมะทายาโท, กัมมะโยนิ, กัมมะพันธุ, กัมมะปะฏิสะระโณ, ยัง กัมมัง กะริสสามิ กัลละยาณัง วา ปาปะกัง วา, ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิฯ

 

บังสุกุลเป็น

            อะจิรัง วะตะยัง กาโย, ปะฐะวิง อะธิเสสสะติ, ฉุฑโฑ อะเปตะวิญญาโณ, นิรัตถังวะ กะลิงคะรังฯ

 

ปัตติทานะคาถา

(นำ) หันทะ มะยัง ปัตติทานะ คาถาโย ภะณามะ เส ฯ

(รับ)     ยา เทวะตา สันติ วิหาระวาสินี,

ถูเป ฆะเร โพธิฆะเร ตะหิง ตะหิง,

ตา ธัมมะทาเนนะ ภะวันตุ ปูชิตา,

โสตถิง กะโรนเตธะ วิหาระมัณฑะเล,

เถรา จะ มัชฌา นะวะกา จะ ภิกขะโว,

สารามิกา ทานะปะตี อุปาสะกา,

คามา จะ เทสา นิคะมา จะ อิสสะรา,

สัปปาณะภูตา สุขิตา ภะวันตุ เต,

ชะลาพุชา เยปิ จะ อัณฑะสัมภะวา,

สังเสทะชาตา อะถะโวปะปาติกา,

นิยยานิกัง ธัมมะวะรัง ปะฏิจจะ เต,

สัพเพปิ ทุกขัสสะ กะโรนตุ สังขะยัง ฯ

ฐาตุ จิรัง สะตัง ธัมโม                  ธัมมัทธะรา จะ ปุคคะลา,

สังโฆ โหตุ สะมัคโค วะ               อัตถายะ จะ หิตายะ จะ,

อัมเห รักขะตุ สัทธัมโม                สัพเพปิ ธัมมะจาริโน,

วุฑฒิง สัมปาปุเณยยามะ              ธัมเม อะริยัปปะเวทิเต ฯ (บางแห่งสวดแต่เพียงเท่านี้)

ปะสันนา โหนตุ สัพเพปิ               ปาณิโน พุทธะสาสะเน,

สัมมา ธารัง ปะเวจฉันโต                         กาเล เทโว ปะวัสสะตุ,

วุฑฒิภาวายะ สัตตานัง                สะมิทธัง เนตุ เมทะนิง,

มาตา ปิตา จะ อัตระชัง                นิจจัง รักขันติ ปุตตะกัง,

เอวัง ธัมเมนะ ราชาโน                 ปะชัง รักขันตุ สัพพะทา ฯ)

 

(เมื่อสวดบทปัตติทานะคาถาจบแล้ว พึงนั่งสงบแผ่กุศลให้แก่เหล่าอารักขเทวดาทั้งหลาย มีเทวดาผู้รักษาอาราม ภุมมเทวดา และรุกขเทวดาเป็นต้น ลำดับนั้นพึงแผ่แก่สัพพสัตว์ทั้งหลายโดยเป็นอัปปมัญญา คือหาประมาณมิได้ เสร็จแล้วนั่งคุกเข่ากราบพระรัตนตรัย ๓ หน เป็นอันเสร็จพิธีทำวัตรเช้า)

 

จบทำวัตรเช้าวัดตะพาน

เจ้าอาวาส

%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b8%b4%e0%b8%95-1

พระราชศีลาจาร (บรรทม ฐิตปญฺโญ ป.ธ.๖)
อายุ ๘๕   พรรษา ๖๕  (พ.ศ.๒๕๕๙)

เกิดมื่อ วันพุธที่ ๑๓ เดือน มกราคม   พ.ศ. ๒๔๗๔ ณ ตำบลคำโตนด อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี

บิดาชื่อ นายคำมี มารดาชื่อ นางบับพา   นามสกุล เจียมจักร

อุปสมบท
เมื่อวันที่ ๑๖ เดือน เมษายน  พ.ศ.๒๔๙๔ ณ วัดหนองคุ้ม ตำบลคำโตนด อำเภอประจันตคาม   จังหวัดปราจีนบุรี

โดยมี
พระครูประสาทศึกษากร วัดประสาทรังสฤษฎิ์ ตำบลดงบัง อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์

พระครูวิจิตรสุตาลังการ วัดประสาทรังสฤษฎิ์ ตำบลดงบัง อำเภอประจันตคาม   จังหวัดปราจีนบุรี   เป็นพระกรรมวาจาจารย์

พระอธิการบุญมี วัดศรีสุทธาวาส  ตำบลคำโตนด อำเภอประจันตคาม    จังหวัดปราจีนบุรี   เป็นพระอนุสาวนาจารย์

วิทยฐานะ

พ.ศ. ๒๔๘๕    สำเร็จชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนประชาบาลวัดหนองคุ้มจังหวัดปราจีนบุรี
พ.ศ. ๒๔๙๔    สอบไล่ได้นักธรรมชั้นตรี วัดหนองคุ้ม สำนักเรียนคณะจังหวัดปราจีนบุรี
พ.ศ. ๒๔๙๘    สอบไล่ได้นักธรรมชั้นโท  วัดทัศนารุณสุนทริการาม  สำนักเรียนวัดเบญจมบพิตร
พ.ศ. ๒๕๐๒    สอบไล่ได้เปรียญธรรม ๓  ประโยค
พ.ศ. ๒๕๐๔     สอบไล่ได้เปรียญธรรม ๔ ประโยค
พ.ศ. ๒๕๐๘     สอบไล่ได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค
พ.ศ. ๒๕๑๐     สอบไล่ได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค

งานปกครอง
.ศ. ๒๕๑๙    เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดทัศนารุณสุนทริการาม รับธุระด้านภัณฑาคาริกพร้อมทั้งทำบัญชีรายรับ-จ่าย ของวัด
.ศ. ๒๕๒๓    ได้รับแต่งตั้งเป็นพระกรรมวาจาจารย์ – รักษาการเจ้าอาวาสวัดทัศนารุณสุนทริการาม
พ.ศ. ๒๕๒๔    เป็นเจ้าอาวาสวัดทัศนารุณสุนทริการาม
พ.ศ. ๒๕๓๒    เป็นพระอุปัชฌาย์
พ.ศ. ๒๕๔๗    เป็นพระวินยาธิการประจำเขตพญาไท

งานการศึกษา
.ศ. ๒๕๐๖     เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมประจำวัดทัศนารุณสุนทริการาม
พ.ศ. ๒๕๓๕    เป็นกรรมการตรวจข้อสอบธรรมสนามหลวง

สมณศักดิ์
.ศ. ๒๕๓๐   ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นเอก (จร.ชอ.) ในราชทินนาม   ที่ พระครูศรีปัญญากร
พ.ศ. ๒๕๓๗  ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรเทียบผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นโท (ทผจล.ชท.) ในราชทินนามเดิม
พ.ศ. ๒๕๔๒   ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรเทียบผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นเอก (ทผจล.ชอ.) ในราชทินนามเดิม
.ศ. ๒๕๔๗   ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรเทียบผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นพิเศษ (ทผจล.ชพ.) ในราชทินนามเดิม
.ศ. ๒๕๕๒   ได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ชั้นสามัญ ในราชทินนามที่ พระมงคลบัณฑิต
พ.ศ. ๒๕๕๙
ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ชั้นราช ในราชทินนามที่ พระราชศีลาจาร ไพศาลวุฒิคุณสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%94

————————————–

การเช่าที่ดินของวัด

การเช่าที่ดินของวัด

การจัดการศาสนสมบัติของวัด

กฎกระทรวง

ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๑)

ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖ และมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ การได้ทรัพย์สินมาเป็นศาสนสมบัติของวัด ให้ลงทะเบียนทรัพย์สินของวัดไว้เป็นหลักฐาน และเมื่อต้องจำหน่ายทรัพย์สิน นั้นไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้จำหน่ายออกจากทะเบียนนั้น โดยระบุเหตุแห่งการ จำหน่ายไว้ด้วย

การได้มาซึ่งที่ดินหรือสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดิน เมื่อได้จดทะเบียนการได้มาตามกฎหมายแล้ว สำหรับ วัดในเขตจังหวัดพระนคร และจังหวัดธนบุรี ให้ส่งหลักฐานการได้ไปเก็บรักษาไว้ที่กรมการศาสนา สำหรับ วัดในเขตจังหวัดอื่น ให้ส่งไปเก็บรักษาไว้ ณ ที่ทำการศึกษาธิการจังหวัดนั้น

ข้อ ๒ การกันที่ดินซึ่งเป็นที่วัดให้เป็นที่จัดประโยชน์ จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อกรมการศาสนาเห็นชอบ และได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคม

ข้อ ๓ การให้เช่าที่ดินหรืออาคาร ให้เจ้าอาวาสจัดให้ไวยาวัจกร หรือผู้จัดประโยชน์ของวัด ซึ่ง เจ้าอาวาสแต่งตั้ง ทำทะเบียนทรัพย์สินที่จัดประโยชน์ ทะเบียนผู้เช่าหรือผู้อาศัยไว้ให้ถูกต้อง และให้เก็บ รักษาทะเบียนและหนังสือ สัญญาเช่าไว้เป็นหลักฐานที่วัดหรือจะฝากกรมการศาสนาให้เก็บรักษาไว้ก็ได้

ข้อ ๔ การให้เช่าที่ธรณีสงฆ์ ที่กัลปนาหรือที่วัดที่กันไว้เป็นที่จัดประโยชน์ ที่มีกำหนดระยะเวลาการ เช่าเกินสามปี จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนา

ข้อ ๕ การเก็บรักษาเงินของวัดในส่วนที่เกินสามพันบาทขึ้นไปให้เก็บรักษาโดยฝากการ การศาสนา จังหวัด อำเภอ หรือธนาคาร หรือนิติบุคคลที่กรมการศาสนาให้ความเห็นชอบทั้งนี้ให้ฝากในนามของวัด การดูแล รักษาและจัดการเงินการกุศลที่มีผู้บริจาค ให้เป็นไปตามความประสงค์ของผู้บริจาค

ข้อ ๖ ให้เจ้าอาวาสจัดให้ไวยาวัจกรหรือผู้จัดประโยชน์ของวัดซึ่งเจ้าอาวาสแต่งตั้ง ทำบัญชีรับจ่าย เงินของวัด และเมื่อสิ้นปีปฏิทินให้ทำบัญชีเงินรับจ่ายและคงเหลือทั้งนี้ให้เจ้าอาวาส ตรวจตราดูแลให้เป็นไป โดยเรียบร้อยและถูกต้อง

ข้อ ๗ ในกรณีที่วัด เจ้าอาวาส ไวยาวัจกร หรือผู้จัดประโยชน์ของวัดถูกฟ้อง หรือถูกหมายเรียก เข้าเป็นโจทย์ร่วมหรือ จำเลยร่วมในเรื่องที่เกี่ยวกับการดูแลรักษา และจัดการศาสนสมบัติของวัด ให้ เจ้าอาวาสแจ้งต่อกรมการศาสนาหรือศึกษาธิการจังหวัด ที่วัดตั้งอยู่ทราบไม่ช้ากว่าห้าวันนับแต่วันรับหมาย

ข้อ ๘ ให้กรมการศาสนากำหนดแบบทะเบียน บัญชี แบบสัญญา และแบบพิมพ์อื่นๆ และให้คำ แนะนำการปฏิบัติแก่วัดเกี่ยวกับ การดูแลรักษา และจัดการศาสนสมบัติของวัด ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามกฎ กระทรวงนี้

 

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๑

หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

การจัดการศาสนสมบัติของวัด

 

———————————————————

การเช่าที่ดินของวัด

 

วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยมีเจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัดในกิจการทั่วไป

ที่ดินของวัด มี ๓ ประเภท คือ

๑. ที่วัด   คือ ที่ตั้งวัดตลอดเขตของวัด

๒. ที่ธรณีสงฆ์   คือ ที่ซึ่งเป็นสมบัติของวัด

๓. ที่กัลปนา   คือ ที่ซึ่งมีผู้อุทิศแต่ผลประโยชน์ให้วัด

การดูแลจัดการศาสนสมบัติของวัดเป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาส ซึ่งต้องจัดให้เป็นไปตามวิธีการที่ กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๑) ออกตามความใน พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕

สรุป

๑. ที่ตั้งวัด ถ้ามีการกันเขตเพื่อจัดประโยชน์ ทำได้หลังจากได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคม

๒. การให้เช่าที่ดิน อาคาร ต้องทำทะเบียนไว้ให้ถูกต้องเป็นปัจจุบัน

๓. การให้เช่าที่ตั้งวัดที่กันไว้เป็นที่จัดประโยชน์ ที่ธรณีสงฆ์ ที่กัลปนา มีกำหนดเกิน ๓ ปี จะทำได้ เมื่อได้รับความเห็นชอบจาก สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

 

คำชี้แจงเพิ่มเติมและรายละเอียดอื่นๆ

๑. ให้เช่าปีต่อปี หรือไม่เกิน ๓ ปี วัดทำสัญญาเช่าได้ โดยให้ไวยาวัจกรที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในสัญญา

๒. ให้เช่าเกิน ๓ ปี รายงานขอความเห็นชอบจาก สนง.พระพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อได้รับ ความเห็นชอบแล้วจึงทำสัญญาเช่าได้

๓. ให้เช่าเพื่อการพาณิชย์ ไม่ว่ากี่ปี ต้องรายงานของความเห็นชอบก่อน

๔. ให้เช่าที่ตั้งวัด ต้องขออนุมัติมหาเถรสมาคมก่อน โดยส่งแผนผังบริเวณที่จะขอกันไว้ ขัดประโยชน์ไปอนุมัติ

๕. สัญญาเช่าให้ทำตามแบบที่ สนง.พระพุทธศาสนาแห่งชาติกำหนด

๖. ราคาค่าเช่า ให้คิดตามราคาที่ สนง.พระพุทธศาสนาแห่งชาติ กำหนดไว้เป็นอย่างต่ำ หากตกลงราคาไว้สูงกว่าที่กำหนด ให้ถือเอาราคาที่ได้ตกลงกันไว้

 

เช่าอยู่อาศัย

สัญญารายปี       ในเขตเทศบาล ไม่ต่ำกว่าตารางวาละ ๑ บาทต่อเดือน

นอกเขตเทศบาล ไม่ต่ำกว่าตารางวาละ ๕๐ สตางค์ต่อเดือน

 

ในการทำสัญญาครั้งต่อไป หากเช่าเกิน ๑๐๐ ตารางวา ให้เพิ่มอีก ๕๐ % ของค่าเช่า ๑๐๐ ตารางวาแรก

ค่าบำรุง            ค่าเช่าตารางวาละ ๕๐ สตางค์ คิดตารางวาละ ๓๐ บาท

ค่าเช่าตารางวาละ ๑ บาท คิดตารางวาละ ๔๐ บาท

สัญญานานปี คิดจากราคาจากทำเลที่ตั้งและราคาประเมิน ส่วนค่าบำรุงคิด ๑๐ % ของราคา ประเมิน

เช่าปลูกอาคารพาณิชย์แสวงหาประโยชน์ คิดราคาจากทำเลที่ตั้งและราคาประเมิน / ค่าบำรุง คิด ๒๐ % ของราคาประเมิน / ปรับราคาทุก ๕ ปี

เช่าทำสวน ไร่ละไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ บาท ปลูกพืชที่เก็บเกี่ยวผลได้ภายใน ๑๒ เดือน คิดไร่ละ ๑๕๐ บาท

เช่าทำนา ให้เก็บค่าเช่า ตามที่คณะกรรมการค่าเช่าทำนาตำบล กำหนด

 

ส่วนราชการเช่าตั้งที่ทำการ

๑) คิด ๐.๒๐ % ของราคาประเมินที่ดินต่อปี หรือ

๒) ๔ ไร่แรก ตารางวาละ ๑๐ สตางค์ต่อเดือน เกิน ๔ ไร่ ตารางวาละ ๒๕ สตางค์ต่อเดือน               แบบไหนสูงกว่าให้ถือเอาราคานั้น

 

รัฐวิสาหกิจ / สหกรณ์ / หน่วยราชการเช่าหรือจัดหาประโยชน์ คิดค่าเช่าเหมือนเอกชน

 

 

เอกสารเกี่ยวข้อง

พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ แก้ไข ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๓๕)

กฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ.๒๕๑๑)

มติมหาเถรสมาคมให้กันเขตจัดประโยชน์

มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๒/๒๕๔๕ ครั้งที่ ๑๔/๒๕๒๑

มติกรร พศป. ครั้งที่ ๖/๒๕๓๙

พรบ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.๒๕๒๔

ไวยาวัจกร

06

ไวยาวัจกร

ความหมายของไวยาวัจกร

ไวยาวัจกร หมายถึง ผู้ทำกิจธุระแทนภิกษุหรือสงฆ์, ผู้จัดการขวนขวายแทนภิกษุหรือสงฆ์

ไวยาวัจกร หมายถึง ผู้ทำกิจธุระแทนสงฆ์, ผู้ช่วยขวนขวายทำกิจธุระ, ผู้ช่วยเหลือรับใช้พระ

ไวยาวัจกรตามพระวินัย

ตามพระวินัย มีไวยาวัจกร ที่ปรากฏในสิกขาบทที่ ๑๐ จีวรวรรคที่ ๑ นิสัคคิยปาจิตตีย์ ๓ ความว่า “ถ้าใครๆ นำทรัพย์มาเพื่อค่าจีวรแล้วถามภิกษุว่า ใครเป็นไวยาวัจกรของเธอ ถ้าภิกษุต้องการจีวร ก็พึง แสดงคนวัดหรืออุบาสกว่า ผู้นี้เป็นไวยาวัจกรของภิกษุทั้งหลาย ครั้นเขามอบหมายไวยาวัจกรนั้นแล้ว สั่งภิกษุว่า ถ้าต้องการจีวร ให้เข้าไปหาไวยาวัจกร ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาเขาแล้วทวงว่า เราต้องการจีวร ดังนี้ได้ ๓ ครั้ง ถ้าไม่ได้จีวร ไปยืนแต่พอเขาเห็นได้ ๖ ครั้ง ถ้าไม่ได้ ขืนไปทวงให้เกิน ๓ ครั้ง ยืนเกิน ๖ ครั้ง ได้มา ต้องนิสัคคิยปาจิตตีย์

ถ้าไปทวงและยืนครบกำหนดแล้วไม่ได้จีวรจำต้องไปบอกเจ้าของเดิมว่าของนั้นไม่ สำเร็จประโยชน์ แก่ตน ให้เขาเรียกเอาของเขาคืนมาเสีย

อธิบายความตามวินัยมุข ๔ เล่ม ๑ กัณฑ์ที่ ๖ สิกขาบทที่ ๑๐ ว่า อนึ่ง พระราชาก็ดี ราชอำมาตย์ ก็ดี พราหมณ์ก็ดี คฤหบดีก็ดี ส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไปด้วยทูตเฉพาะภิกษุว่า เจ้าจงจ่ายจีวร ด้วยทรัพย์ สำหรับจ่ายจีวรนี้แล้ว ยังภิกษุชื่อนี้ให้ครองจีวร ถ้าทูตนั้น เข้าไปหาภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ทรัพย์สำหรับ จ่ายจีวรนี้ นำมาเฉพาะท่าน ขอท่านจงรับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร ภิกษุนั้นพึงกล่าวต่อทูตนั้นอย่างนี้ว่า พวกเราหาได้รับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไม่ พวกเรารับแต่จีวรอันเป็นของควรโดยกาล ถ้าทูตนั้นกล่าวต่อ ภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ก็ใครๆ ผู้เป็นไวยาวัจกรของท่านมีหรือ ภิกษุผู้ต้องการจีวร พึงแสดงชนผู้ทำการในอาราม หรืออุบาสก ให้เป็นไวยาวัจกร ด้วยคำว่า คนนั้นแลเป็นไวยาวัจกรของพระภิกษุทั้งหลาย ถ้าทูตนั้นสั่ง ไวยาวัจกรนั้นให้เข้าใจแล้ว เข้าไปหาภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า คนที่ท่านแสดงเป็นไวยาวัจกรนั้น ข้าพเจ้าสั่ง ให้เข้าใจแล้ว ท่านจงเข้าไปหา เขาจักให้ท่านครองจีวรตามกาล

ภิกษุผู้ต้องการจีวร เข้าไปหาไวยาวัจกรแล้ว พึงทวงพึงเตือน ๒-๓ ครั้ง ว่า เราต้องการจีวร ภิกษุทวงอยู่ เตือนอยู่ ๒-๓ ครั้ง ยังไวยาวัจกรนั้นให้จัดจีวรสำเร็จได้การให้สำเร็จได้ด้วยอย่างนี้ นั่นเป็นดี ถ้าให้สำเร็จไม่ได้ พึงเข้าไปยืนนิ่งต่อหน้า ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง ๖ ครั้ง เป็นอย่างมาก ยังไวยาวัจกรนั้นให้จัด จีวรสำเร็จได้ การให้สำเร็จได้ด้วยอย่างนี้ นั่นเป็นดี ถ้าให้สำเร็จไม่ได้ถ้าเธอพยายามให้ยิ่งกว่านั้น ยังจีวรนั้น ให้สำเร็จ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ถ้าให้สำเร็จไม่ได้พึงไปเองก็ดี ส่งทูตไปก็ดี ในสำนักที่ส่งทรัพย์สำหรับจ่าย จีวรมาเพื่อเธอ บอกว่าท่านส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไปเฉพาะภิกษุใด ทรัพย์นั้นหาสำเร็จประโยชน์น้อยหนึ่ง แก่ภิกษุนั้นไม่ ท่านจงทวงเอาคืนทรัพย์ของท่าน ทรัพย์ของท่านอย่าได้ฉิบหายเสียเลย. นี้เป็นสามีจิกรรม (คือการชอบ) ในเรื่องนั้น

ไวยาวัจกรที่ปรากฏในวินัยมุข เล่ม ๒ กัณฑ์ที่ ๒๐ กล่าวว่า “ที่กัลปนา คือที่นาที่สวน และที่ อย่างอื่นอีกอันทายกผู้เจ้าของบริจาคไว้เพื่อเป็นค่าปัจจัยบำรุงสงฆ์ เช่นเรียกในบัดนี้ว่าที่ธรณีสงฆ์ในบาลี แสดงครุภัณฑ์ ไม่ได้กล่าวถึง แต่ในบาลีเภสัชชขันธกะกล่าวไว้แต่ไม่ชัดความดังนี้ พืชของบุคคลอันเพาะปลูก ในพื้นที่ของสงฆ์ เจ้าของพึงให้ส่วนแล้วบริโภค นี้ก็ได้แก่ที่นาหรือที่สวนมีคนเช่าถือ เสียค่าเช่าให้แก่สงฆ์. ที่กัลปนานี้ อนุโลมเข้าในบทอารามวัตถุ เป็นครุภัณฑ์ ของอันเกิดขึ้นในที่นั้นหรือจะเรียกว่าค่าเช่าก็ตาม ที่ทายกผู้ถวายไม่ได้ กำหนดเฉพาะปัจจัย ต้องการด้วยปัจจัยอย่างใด จะน้อมไปเพื่อปัจจัยอย่างนั้น ควรอยู่ ที่ทายกผู้ถวายกำหนดเฉพาะ เสนาสนปัจจัย ต้องน้อมเข้าไปในเสนาสนะเท่านั้น.

ถ้าไวยาวัจกรสงฆ์ดูแลทำที่กัลปนานั้นเอง ไม่ได้ให้มีผู้เช่าถือ จ่ายผลประโยชน์อันเกิดในที่นั้น ให้แก่ ผู้ทำผู้รักษาตามส่วนได้อยู่. ผู้ทำผู้รักษามีกรรมสิทธิ์ในของอันเกิดขึ้น ณ ที่นั้น เท่าส่วนอันตนจะพึงได้. อีกฝ่ายหนึ่ง ในบาลีเภสัชชขันธกะนั้นเองกล่าวว่า พืชของสงฆ์เพาะปลูกในที่ของบุคคล พึงให้ส่วนแล้ว บริโภค น่าจะได้แก่การที่ไวยาวัจกรสงฆ์เช่านาหรือสวนของคนอื่นทำเป็นของสงฆ์ เช่นนี้ ท่านยอมให้จ่าย ผลประโยชน์ของสงฆ์ให้ เป็นค่าเช่า ค่าถือแก่เจ้าของที่ การเช่นนี้ยังไม่เคยได้ยินว่ามีสักรายหนึ่ง มีแต่บุคคล เช่าที่ของสงฆ์ทั้งนั้น”

ไวยาวัจกรตามกฎกระทรวง

ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕

ข้อ ๖ ให้เจ้าอาวาสจัดให้ไวยาวัจกรหรือผู้จัดประโยชน์ของวัดซึ่งเจ้าอาวาสแต่งตั้งทำบัญชีรับจ่าย เงินของวัด และเมื่อสิ้นปีปฏิทินให้ทำบัญชีเงินรับจ่ายและคงเหลือ ทั้งนี้ให้เจ้าอาวาสตรวจตราดูแลให้เป็นไป โดยเรียบร้อยและถูกต้อง

ข้อ ๗ ในกรณีที่วัด เจ้าอาวาสไวยาวัจกรหรือผู้จัดประโยชน์ของวัดถูกฟ้องหรือถูกหมายเรียกเข้า เป็นโจทก์ ร่วมหรือจำเลยร่วม ในเรื่องที่เกี่ยวกับการดูแลรักษา และจัดการศาสนสมบัติของวัดให้เจ้าอาวาส แจ้งต่อกรมการศาสนา หรือ ศึกษาธิการจังหวัด ที่วัดตั้งอยู่ให้ทราบไม่ช้ากว่าห้าวัน นับแต่วันรับหมาย

ไวยาวัจกรตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์

มาตรา ๒๓ การแต่งตั้งถอดถอนพระอุปัชฌาย์ เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส พระภิกษุอันเกี่ยวกับ ตำแหน่งปกครองคณะสงฆ์ตำแหน่งอื่นๆ และไวยาวัจกรให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม

มาตรา ๔๕ ให้ถือว่าพระภิกุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ และ ไวยาวัจกร เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา

ไวยาวัจกรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

กรณีที่มีการมอบหมายให้ไวยาวัจกรดูแลรักษาและจัดการทรัพย์สินของวัด ไวยาวัจกรมีฐานะเป็น “ตัวแทน” ของวัดในการจัดการทรัพย์สินของวัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจ ชำระใหม่ (พ.ศ. ๒๕๓๕)

ไวยาวัจกรตามประมวลกฎหมายอาญา

ไวยาวัจกรมีฐานะเป็น “เจ้าพนักงาน” ตามประมวลกฎหมายอาญาจึงได้รับการคุ้มครอง และ ควบคุมตามประมวลกฎหมายอาญา ดังนี้

มาตรา ๑๓๖ ผู้ใดดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะได้กระทำการตาม หน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๑๔๗ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบัง ทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ต้อง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือ จำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่น บาท

หน้าที่ของไวยาวัจกร

๑. หน้าที่เบิกจ่ายนิตยภัต

๒. หน้าที่ดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัดตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นหนังสือ

หน้าที่ไวยาวัจกรประเภทที่ ๑ ได้แก่หน้าที่เบิกจ่ายนิตยภัตจากส่วนราชการที่ได้ตั้งนิตยภัตถวาย แก่พระภิกษุในวัดนั้น ในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวนี้ ไวยาวัจกรจะต้องได้รับหนังสือมอบหมายจากเจ้า อาวาส เพื่อนำไปแสดงเป็นหลักฐานต่อเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการผู้จ่ายนิตยภัต ตามระเบียบของทาง ราชการ

ส่วนหน้าที่ไวยาวัจกรประเภทที่ ๒ คือ หน้าที่ดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัด ซึ่งต้องมีหนังสือ มอบหมายของเจ้า อาวาสเป็นหลักฐาน เนื่องจากศาสนสมบัติของวัดมีอยู่มากมายหลายชนิด บางส่วน สำหรับใช้ในการพระศาสนาและบางส่วนก็มิได้ใช้ในการพระศาสนา นอกจากนี้ วิธีการดูแลรักษาจัดการ ทรัพย์สินของวัด ก็อาจกระทำได้หลายวิธีด้วยกัน

ฉะนั้น ทรัพย์สินส่วนใดจะมอบหมายให้ไวยาวัจกรจัดการโดยวิธีใดจึงจำเป็นต้องมี “หนังสือ” มอบ หมายของเจ้าอาวาสเป็นหลักฐาน ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกและป้องกันมิให้เกิดข้อบกพร่อง หรือข้อยุ่งยาก ในการปฏิบัติหน้าที่ของไวยาวัจกร

แต่อย่างไรก็ดี ในการปฏิบัติหน้าที่ของไวยาวัจกรประเภทที่ ๒ ถึงแม้ว่าจะได้รับหนังสือมอบหมาย จากเจ้าอาวาสเป็นหลักฐานไว้แล้วก็ตาม ไวยาวัจกรจะดำเนินการไปโดยอิสระตามความพอใจของตนก็หาไม่ จะต้องจัดการให้เป็นไปโดยชอบด้วยบทบัญญัติในมาตรา ๔๐ วรรค ๓ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ กล่าวคือ ต้องให้เป็นไปตาม “วิธีการ” ที่กำหนดในกฎกระทรวง

โดยนัยนี้ ถ้าไวยาวัจกรปฏิบัติการใดๆ โดยไม่ได้รับหนังสือมอบหมายจากเจ้าอาวาสก็ดี หรือได้รับ หนังสือมอบหมายจากเจ้าอาวาสแล้ว แต่กระทำไปโดยมิชอบด้วยวิธีการตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงก็ดี ต้องถือว่าได้กระทำไปโดยนอกเหนืออำนาจหน้าที่ หรือมิชอบด้วยอำนาจหน้าที่ของตนแล้วแต่กรณี หากเกิด ข้อบกพร่อง หรือเสียหายขึ้นด้วยเหตุดังกล่าวแล้ว ไวยาวัจกรจะต้อง “รับผิดชอบ” ในความบกพร่อง หรือความเสียหายนั้น

โดยนัยเดียวกัน ถ้าเจ้าอาวาสมอบหมายให้ไวยาวัจกรปฏิบัติการใดๆ โดยมิได้มอบหมายเป็น หนังสือ ตามที่บัญญัติไว้ในข้อ ๒ นี้แล้ว หากเกิดข้อบกพร่องหรือเสียหายขึ้นด้วยเหตุดังกล่าวแล้ว เจ้าอาวาสจะต้องร่วม “รับผิดชอบ” ในความบกพร่องหรือความเสียหายนั้นด้วย

ความรับผิดชอบของไวยาวัจกร

โดยที่ไวยาวัจกร มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดประโยชน์ศาสนสมบัติของวัดอันเป็น ทรัพย์สิน ของ “พระศาสนา” นอกจากจะมีบทบัญญัติกำหนดขอบเขตแห่งอำนาจหน้าที่ไวยาวัจกร พร้อมทั้งกำหนด หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งถอดถอนไวยาวัจกร ตลอดจน “ความรับผิดชอบ” ในหน้าที่ของไวยาวัจกรไว้ เป็นพิเศษอีกส่วนหนึ่ง เช่นเดียวกับความรับผิดชอบของข้าราชการฝ่ายบ้านเมือง ผู้มีหน้าที่ดูแลรักษา และ จัดการทรัพย์สินแผ่นดินหรือของ “ชาติ” ซึ่งแยกออก พิจารณาได้เป็น ๒ ส่วน คือ

๑. ความรับผิดชอบในทางแพ่ง

๒. ความรับผิดชอบในทางอาญา

ส่วนความรับผิดชอบของไวยาวัจกรในข้อที่ ๑ คือ ความรับผิดชอบในทางแพ่งนั้น หมายถึงความ รับผิดชอบในฐานะที่ไวยาวัจกรเป็น “ตัวแทนของวัด” ซึ่งเป็นนิติบุคคล ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๑ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์

ถ้าไวยาวัจกรกระทำการใดๆ โดยมิชอบด้วยอำนาจหน้าที่ของไวยาวัจกรหรือมิชอบด้วยสิทธิหน้าที่ ของวัด หากเกิดความเสียหายแก่วัดหรือบุคคลภายนอกก็ตาม ไวยาวัจกรผู้นั้นต้องรับผิด ต้องรับใช้ความ เสียหายนั้นแก่วัด หรือบุคคลภายนอกแล้วแต่กรณี ตามประมวลผลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ ๑๕ ตัวแทน

ความรับผิดชอบของไวยาวัจกรในข้อที่ ๒ คือ ความรับผิดชอบในทางอาญานั้น หมายถึง ความ รับผิดชอบ ในฐานที่ไวยาวัจกรเป็น “เจ้าพนักงาน” ตามที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติ คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มีความว่า

“มาตรา ๔๕ ให้ถือว่าพระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ และ ไวยาวัจกร เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา”

ตามบทบัญญัติในมาตรา ๔๕ ซึ่งยกฐานะของไวยาวัจกรให้เป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวล กฎหมายอาญาเช่นนี้ มิใช่มีความมุ่งหมายแต่เพียง “ควบคุม” การปฏิบัติหน้าที่ของไวยาวัจกรเท่านั้น ยังมี ความมุ่งหมายเพื่อ “คุ้มครอง” การปฏิบัติหน้าที่ของไวยาวัจกรอีกส่วนหนึ่งด้วย เพราะในประมวลกฎหมาย อาญาได้บัญญัติแยกความผิดเกี่ยวกับเจ้าพนักงานไว้เป็น ๒ ลักษณะ คือ ความผิดเกี่ยวกับความยุติธรรม และความผิดทั้ง ๒ ลักษณะยังแบ่งออกเป็น ๒ หมวด คือ

๑. ความผิดต่อเจ้าพนักงาน

๒. ความผิดต่อเจ้าหน้าที่พนักงาน

นอกจากนี้ยังได้บัญญัติความผิดเกี่ยวกับเรื่องเจ้าพนักงานไว้ในลักษณะและ หมวดอื่นๆ อีกใน ประมวลกฎหมายอาญา แต่ในที่นี้จะกล่าวแต่เรื่องที่เกี่ยวข้องและสำคัญเท่านั้น

โดยนัยนี้ถ้ามีผู้ใดกระทำผิดต่อไวยาวัจกรผู้กระทำตามหน้าที่ต้องด้วยกรณี อย่างไรอย่างหนึ่งตามที่ บัญญัติไว้ในหมวดที่ว่าด้วยความผิดต่อเจ้าพนักงาน หรือในลักษณะหรือหมวดอื่นๆ แล้ว ก็ต้องมี ความผิด และรับโทษทางอาญา ตามที่บัญญัติไว้ในกรณีนั้นๆ ขอนำตัวอย่างมาประกอบการพิจารณาเฉพาะแต่เพียง บางกรณี

ตัวอย่าง เช่น ผู้ใดดูหมิ่นไวยาวัจกร ซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ ต้องมีความผิดฐาน “ดูหมิ่น” เจ้าพนักงานตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๖

โดยนัยเดียวกัน ถ้าไวยาวัจกรผู้ใดกระทำผิดต่อหน้าที่ของตนต้องด้วยกรณีอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่ บัญญัติไว้ในหมวดความผิดต่อเจ้าหน้าที่เจ้าพนักงาน หรือในลักษณะและหมวดอื่นๆ แล้ว ก็ต้องมีความผิด และรับโทษทางอาญา ตามที่บัญญัติไว้ในกรณีนั้นๆ ตัวอย่าง เช่น ถ้าไวยาวัจกรผู้ใดเบียดบังยักยอก ทรัพย์สินของวัด อันอยู่ในความครอบครองของตนตามหน้าที่ต้องมีความผิดฐานเจ้าพนักงาน “ยักยอก” ทรัพย์ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔๗ หรือ

ถ้าไวยาวัจกรผู้ใดใช้อำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ของตนโดยทุจริต เป็นการเสียหายแก่วัด ต้องมี ความผิดฐานเจ้าพนักงานใช้อำนาจหน้าที่และตำแหน่งหน้าที่ในทาง “ทุจริต” ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๕๑ หรือ

ถ้าไวยาวัจกรผู้ใดปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ต้องมีความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติ หน้าที่โดย “มิชอบ” หรือโดยทุจริตตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๕๗ มีความว่า

“มาตรา ๑๕๗ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ต้องระวาง โทษจำคุกตั้งแต่ หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

การแต่งตั้งไวยาวัจกร

เนื่องจากไวยาวัจกรต้องรับภาระปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญเกี่ยวกับผลประโยชน์ ส่วนได้ส่วนเสียของ วัดและพระศาสนาอยู่หลายประการ เพื่อป้องกันมิให้เกิดข้อบกพร่องเสียหายในการปฏิบัติหน้าที่ของ ไวยาวัจกรดังกล่าวมาแล้ว จึงจำเป็นต้องมีบทบัญญัติกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งไวยาวัจกรไว้เป็น พิเศษ ซึ่งแยกสาระสำคัญออกพิจารณา ได้เป็น ๔ ส่วน คือ

๑. หลักเกณฑ์การแต่งตั้งไวยาวัจกร

๒. วิธีการแต่งตั้งไวยาวัจกร

๓. การแต่งตั้งไวยาวัจกรหลายคน

๔. การแต่งตั้งผู้รักษาการในตำแหน่งไวยาวัจกร

หลักเกณฑ์การแต่งตั้งไวยาวัจกร

คฤหัสถ์ที่ได้รับการคัดเลือกและแต่งตั้งให้เป็นไวยาวัจกร ตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนไวยาวัจกร ต้องมีคุณสมบัติตามข้อ ๖

“ข้อ ๖ คฤหัสถ์ผู้จะได้รับการแต่งตั้งเป็นไวยาวัจกร ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังต่อ ไปนี้

(๑) เป็นชาย มีสัญชาติไทย นับถือพระพุทธศาสนา

(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปีบริบูรณ์

(๓) เป็นผู้มีหลักฐานมั่นคง

(๔) เป็นผู้มีความรู้ความสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ไวยาวัจกรได้

(๕) เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองตามระบบรัฐธรรมนูญ

(๖) ไม่เป็นผู้ที่มีร่างกายทุพพลภาพ ไร้ความสามารถ หรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สม ประกอบ หรือมีโรคเป็นที่รังเกียจแก่สังคม

(๗) ไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดี เช่น มีความประพฤติเสเพล เป็นนักเลง การพนัน เสพสุราเป็นอาจิณ หรือติดยาเสพติดให้โทษ

(๘) ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว

(๙) ไม่เป็นผู้ที่เคยถูกลงโทษให้ออกจากราชการ หรือองค์การของรัฐบาล หรือ บริษัทห้างร้านเอกชน ใน ความผิดหรือมีมลทินมัวหมองในความผิดเกี่ยวกับการเงิน

(๑๐) ไม่เป็นผู้ที่เคยถูกลงโทษจำคุก เว้นแต่ความผิดที่เป็นลหุโทษหรือความผิด อันได้กระทำโดยประมาท

เมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติในข้อ ๖ โดยตลอดแล้ว จะเห็นได้ว่าได้กำหนด “คุณสมบัติ” ของผู้ที่ จะดำรงตำแหน่งไวยาวัจกรไว้มากถึง ๑๐ ประการ ทั้งนี้ โดยมีเหตุผลและความมุ่งหมายอันสำคัญอยู่ หลายประการ แต่ถ้าจะกล่าวโดยสรุปแล้ว ก็เพื่อให้ผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมแก่ ตำแหน่งหน้าที่ไวยาวัจกร ซึ่งแยกพิจารณาโดยสังเขป ได้ดังนี้

(๑) เนื่องจากในการปฏิบัติหน้าที่ของไวยาวัจกร จะต้องมีการติดต่อประสานงานกับบุคคล “หลายฝ่าย” เช่น เจ้าอาวาสและบรรพชิตในวัดนั้นฝ่ายหนึ่ง เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายหนึ่ง ตลอดถึงประชาชนทั่วไปอีกฝ่ายหนึ่ง จึงจำเป็นต้องกำหนด “คุณสมบัติ” เกี่ยวกับเรื่องเพศ วัย สัญชาติ ศาสนา หลักฐานการครองชีพ ความรู้ความสามารถความคิดเห็นทางการเมือง รวมทั้งมีร่างกายและจิตใจอันสมบูรณ์ ดังที่ได้บัญญัติไว้ตั้งแต่ประการที่ ๑ ถึงประการที่ ๖ ทั้งนี้ ด้วยความมุ่งหมายเพื่อให้เหมาะสมแก่การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวนั้นให้ดำเนิน ไปโดยเรียบร้อย

(๒) นอกจากนี้ ไวยาวัจกรยังมีหน้าที่อันสำคัญอีกส่วนหนึ่งกล่าวคือ มีหน้าที่ต้องรับ เก็บ รักษา และเบิกจ่าย “เงินศาสนสมบัติ” ของวัดเป็นจำนวนมากตามที่เจ้าอาวาสมอบหมาย จึงจำเป็น ต้องกำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับเรื่อง “ความประพฤติ” มิให้บกพร่องในศีลธรรมอันดี ไม่เป็นคน มีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่เคยมีความผิดเสียหายเกี่ยวกับการเงิน ตลอดถึงไม่เคยถูกลงโทษจำคุกเพราะ กระทำผิดอาญามาก่อน ดังที่ได้บัญญัติไว้ตั้งแต่ประการที่ ๗ ถึงประการที่ ๑๐ ทั้งนี้ โดยมุ่งหมาย เพื่อให้ได้ผู้ที่มีเกียรติเป็นที่เชื่อถือไว้ว่างใจ และเพื่อป้องกันมิให้เกิดการทุจริตบกพร่องเสียหายแก่ ทรัพย์สินของวัดและพระ พุทธศาสนา

ฉะนั้น ในเรื่อง “คุณสมบัติ” ของไวยาวัจกรทั้ง ๑๐ ประการ ตามที่บัญญัติไว้ในข้อ ๖ นี้ จึงจัดเป็น หลักเกณฑ์สำคัญในการคัดเลือกและแต่งตั้งไวยาวัจกร เพราะถ้าปรากฏว่าผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นไวยาวัจกรนั้น “บกพร่อง” จากคุณสมบัติเพียงประการใดประการหนึ่ง การแต่งตั้งย่อมไม่เป็นการสมบูรณ์ตามกฎหมาย

นอกจากนี้ยังต้องดำเนินการให้ชอบด้วย “วิธีการ” แต่งตั้งตามที่บัญญัติไว้อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งจะได้ พิจารณาในลำดับต่อไป

วิธีการแต่งตั้งไวยาวัจกร

เนื่องจากมีบทบัญญัติกำหนดคุณสมบัติของไวยาวัจกรไว้เป็นหลักเกณฑ์ในการแต่ง ตั้งดังกล่าวแล้ว จึงจำเป็นต้องมีบทบัญญัติกำหนด “วิธีดำเนินการ” แต่งตั้งไวยาวัจกรไว้อีกส่วนหนึ่ง เพื่อควบคุมการแต่งตั้ง ให้ดำเนินไปโดยเรียบร้อย ดังที่บัญญัติไว้ในข้อ ๗ มีความว่า

ข้อ ๗ ในการแต่งตั้งไวยาวัจกรของวัดใด ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าอาวาสวัดนั้น ปรึกษาสงฆ์ในวัดพิจารณาคัดเลือก คฤหัสถ์ผู้มีคุณสมบัติตามควมในข้อ ๖ เมื่อมีมติเห็นชอบ ในคฤหัสถ์ผู้ใดก็ให้เจ้าอาวาสสั่งแต่งตั้งคฤหัสถ์ผู้นั้น เป็นไวยาวัจกร โดยอนุมัติของเจ้าคณะอำเภอ ในการแต่งตั้งไวยาวัจกร เพื่อความเหมาะสมจะแต่งตั้งไวยาวัจกรคนเดียว หรือหลายคนก็ได้ ในกรณีที่ไวยาวัจกรหลายคน ให้เจ้าอาวาสมอบหมายหน้าที่การงาน ให้แก่ไวยาวัจกรแต่ละคน เป็นหนังสือ

ตามความในมาตรา ๓๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ บัญญัติหน้าที่เจ้าอาวาส ไว้ว่า “บำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นได้ด้วยดี” และวิธีจัดการ ศาสนสมบัติของวัด ซึ่งกำหนดในกฎกระทรวง ก็เป็นวิธีการอันละเอียดและเหมาะสมแก่คฤหัสถ์ ที่บัญญัติให้มีไวยาวัจกรก็เพื่อ ให้ช่วยงานเจ้าอาวาสในการนี้ ซึ่งเจ้าอาวาสจะมอบหมายเป็นหนังสือ ขอแนะแนวปฏิบัติ ดังนี้

หลักเกณฑ์การแต่งตั้ง

ให้แต่งตั้งในเมื่อไวยาวัจกรว่างลงหรือที่มีอยู่ไม่เพียงพอกับปริมาณงาน เฉพาะที่ไวยาวัจกรว่างลง จะแต่งตั้งผู้รักษาการในตำแหน่งไวยาวัจกรเป็นการชั่วคราวก่อนก็ได้ การแต่งตั้งไวยาวัจกรนั้น กำหนด คุณสมบัติอันเป็นหลักเกณฑ์ไว้หลายอย่าง เช่น เป็นชาย มีสัญชาติไทย นับถือพระพุทธศาสนา มีอายุ ไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปีบริบูรณ์ เป็นต้น (ตามข้อ ๖ กฎ ๑๘)

วิธีแต่งตั้ง ให้เจ้าอาวาสปรึกษาสงฆ์ในวัดพิจารณาคัดเลือกคฤหัสถ์ผู้มีคุณสมบัติตามกฎมหาเถร สมาคมเพื่อขออนุมัติแต่งตั้ง มติแห่งการปรึกษานั้น ต้องเห็นพ้องกัน เมื่อปรึกษาแล้วให้ขออนุมัติจาก เจ้าคณะอำเภอโดยเสนอผ่านเจ้าคณะตำบล รับอนุมัติแล้วจึงแต่งตั้ง เมื่อแต่งตั้งแล้ว ต้องรายงานการแต่งตั้ง ต่อเจ้าคณะอำเภอและแจ้งนายอำเภอเพื่อแจ้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และควรแจ้งให้สงฆ์ และ ทายกทายิกาวัดนั้นทราบด้วย

ข้อพิเศษ

การแต่งตั้งไวยาวัจกร ต้องให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการ จึงเป็นการแต่งตั้งที่ชอบด้วย กฎหมาย ต้องทำหนังสือมอบหมายการงานให้รับปฏิบัติและถ้าแต่งตั้งแทนคนเดิม ต้องสั่งให้ไวยาวัจกร คนเดิมหรือทายาทมอบหมายการงานพร้อมด้วยทรัพย์สินและ หลักฐานต่างๆ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบ ของผู้นั้นให้แก่ไวยาวัจกรคนใหม่ด้วย

ประวัติวัด

wattaphan

ประวัติ วัดทัศนารุณสุนทริการาม (วัดตะพาน)

วัดทัศนารุณสุนทริการาม ตั้งอยู่ริมฝั่งคลองสามเสน ตำบลมักกะสัน อำเภอดุสิต (เขตราชเทวีปัจจุบัน) จังหวัดพระนคร สร้างขึ้นเมื่อใดนั้น ยังไม่พบเอกสารที่บันทึกไว้ชัดเจน พิเคราะห์จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในละแวกนี้ และประมาณจากอายุของต้นโพธิ์ที่นิยมปลูกไว้ประจำวัด ซึ่งมีอายุราว ๑๕๐ ปีมาแล้ว (เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๙) ทำให้คาดคะเนได้ว่า น่าจะสร้างขึ้นราวปลายสมัยกรุงธนบุรี หรือต้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (เทียบเคียงลักษณะของอุโบสถหลังเก่ากับอุโบสถของวัดที่สร้างในสมัยกรุงธนบุรี มีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก) และน่าจะสร้างในสมัยเดียวกับวัดป่า (อยู่บริเวณ รพ.พระมงกุฏฯ ปัจจุบันถูกยุบไปแล้ว) วัดไพรงาม (วัดจอมสุดาราม) วัดใหม่สุคันธาราม วัดโบสถ์สามเสน วัดแหลม (วัดเบญจมบพิตรฯปัจจุบัน) วัดดุสิต (อยู่ในบริเวณสวนจิตรดา ถูกยุบไปแล้ว) และวัดมะกอก (วัดอภัยทายารามปัจจุบัน)

เขตพื้นที่และอุปจาร

วัดทัศนารุณสุนทริการาม มีเขตพื้นที่ทั้งสิ้น ๑๑ ไร่ ๒ งาน ๑๖ ตารางวา (นับรวมบริเวณที่เป็นเขตบ้านเช่า ๓ ไร่ ๓ งานเข้าด้วย) โดยมีขอบเขตด้านทิศเหนือติดคลองสามเสน ด้านทิศใต้ติดโรงเรียนวัดทัศนารุณสุนทริการาม ด้านทิศตะวันออกติดถนน (ซอยวัดตะพาน) ด้านทิศตะวันตกติดโรงแรมเซนจูรี่ ปาร์ค

ชื่อ “วัดตะพาน” มีที่มาจาก

๑. ตาผ่าน ซึ่งเล่าสืบกันมาว่า เป็นผู้บริจาคทรัพย์สร้างวัดแห่งนี้ขึ้น จึงตั้งชื่อวัดเพื่อเป็นบุญญานุสรณ์แก่ผู้สร้าง ว่า “วัดตาผ่าน” ต่อมาได้เรียกกันเลือนไปว่า “วัดตะพาน”

๒. เป็นเส้นทางผ่านของโขลงช้างที่นำเข้าไปใช้งานในเมือง (ชุมนุมช้างน่าจะอยู่บริเวณสถานีทับช้างปัจจุบัน) และได้เคยขุดพบกระดูกช้างในบริเวณวัดด้วยแห่งนี้ด้วย

๓. บริเวณหน้าวัดมีสะพานข้ามคลองสามเสน จึงเรียกชื่อตามนิมิตที่มีอยู่ว่า “วัดสะพาน” แต่คนสมัยนั้นอาจเรียกเลือนเสียงไปว่า “วัดตะพาน”

ส่วนชื่อ “วัดทัศนารุณสุนทริการาม” นั้นมีที่มาจากคฤหปตานีผู้หนึ่ง คือ หม่อมหรุ่น เป็นผู้ศรัทธาได้บริจาคทรัพย์เป็นจำนวนมากเพื่อบูรณะปฏิสังขรณ์อุโบสถ วิหาร เสนาสนะสงฆ์ พร้อมทั้งได้ถวายสวน (อยู่ในท้องที่แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ) เนื้อที่ ๖๕ ไร่ ๒๔ ตารางวา ให้เป็นที่ธรณีสงฆ์สำหรับเก็บผลประโยชน์มาทำนุบำรุงวัดได้ ท่านเจ้าคุณพระธรรมปาโมกข์ (ถม) วัดมกุฏกษัตริยาราม ซึ่งเป็นญาติกับหม่อมหรุ่น เห็นว่าหม่อมหรุ่นได้ทำคุณประโยชน์ต่อวัดตะพานเป็นอันมาก เพื่อเป็นบุญญานุสรณ์แก่หม่อมหรุ่น อีกทั้งคำว่า “วัดตะพาน” นั้น ไม่มีความไพเราะ จึงได้ตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “วัดทัศนารุณสุนทริการาม”

หลวงพ่อโต

%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%95

ประวัติหลวงพ่อโต

หลวงพ่อโตเป็นพระพุทธรูปปางปาริไลยก์ หรือปางปาเลไลยก์ มีพุทธลักษณะที่งดงามแบบสมัยสุโขทัย สันนิษฐานว่า น่าจะสร้างในสมัยเดียวกับพระพุทธชินราชที่จังหวัดพิษณุโลก สิ่งที่ทำให้สันนิษฐานเช่นนั้น คือ ส่วนพระเศียรตั้งแต่พระศอจนถึงยอดพระเกศซึ่งหล่อด้วยทองสำริด ซึ่งประมาณอายุได้ไม่ต่ำกว่า ๗๐๐ ปี

องค์ของหลวงพ่อโตนั้น ประกอบไปด้วย ๒ ส่วน คือ ส่วนพระเศียรซึ่งหล่อด้วยทองสำริด มีน้ำหนักประมาณ ๑,๐๐๐ กิโลกรัม และส่วนองค์ตั้งแต่พระศอลงมาถึงพระบาทนั้นได้ก่ออิฐถือปูนปั้นเป็นองค์หลวงพ่อโต เมื่อวัดจากฐานจนถึงยอดพระเกศ มีความสูง ๖ เมตร ๓๕ เซนติเมตร หน้าตักกว้าง ๒ เมตร ๓๐ เซนติเมตร

ตามคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ว่า หลวงพ่อโตนี้ เดิมทีไม่ได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดตะพานแห่งนี้ ในคราวที่กรุงศรีอยุธยาได้เสียกรุงแก่พม่าในครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐ ชาวบ้านที่เคารพศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เห็นพระพุทธรูปที่ทรงคุณค่าทางจิตใจและทางพุทธศิลป์ ไม่ต้องการให้ตกเป็นของฝ่ายข้าศึกไป ต้องการที่จะรักษาเอาไว้เพื่ออนุชนคนรุ่นหลัง จึงได้นำลงเรือล่องมาตามแม่น้ำลำคลอง แต่ด้วยเหตุที่หลวงพ่อโตมีขนาดใหญ่โตมาก จึงได้นำมาเฉพาะส่วนพระเศียรเท่านั้น ซึ่งมีน้ำหนักถึง ๑,๐๐๐ กิโลกรัม สูง ๒ เมตรเศษ ด้วยจิตศรัทธาอันแรงกล้าของชาวบ้านก็สามารถนำลงเรือล่องหนีมาตามลำน้ำเจ้าพระยาเข้าสู่คลองสามเสนโดยไม่ทราบจุดหมายปลายทางของการหนีภัยสงครามในครั้งนั้นได้ รู้แต่เพียงอย่างเดียวว่า ขอให้รอดพ้นจากภัยข้าศึกเท่านั้น เมื่อได้ล่องเรือมาถึงหน้าวัดตะพาน ซึ่งเป็นวัดเล็กๆที่ตั้งอยู่ริมคลองสามเสน ได้เกิดปาฏิหาริย์ คือ เรือที่บรรทุกส่วนพระเศียรของหลวงพ่อโตนั้น ไม่ขยับเขยื่อนเลื่อนล่องลอยไปอย่างที่ควรจะเป็น สร้างความอัศจรรย์ใจแก่ชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง ชาวบ้านผู้รู้นิมิตได้ตีความหมายว่า หลวงพ่อโตท่านคงประสงค์ที่จะประดิษฐานอยู่ที่วัดแห่งนี้เป็นแน่ จึงได้ทำพิธีอาราธนาท่านขึ้นมาประดิษฐาน ณ โคนต้นโพธิ์ที่อยู่หน้าวัดด้านทิศตะวันออก

เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชได้กอบกู้บ้านเมือง ขับไล่ข้าศึกให้พ้นจากแผ่นดินไทยแล้ว ย้ายเมืองหลวงมาอยู่กรุงธนบุรีและได้ปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่า พระเจ้ากรุงธนบุรี กาลเวลาได้ผ่านพ้นไปหลายไป หลวงพ่อโตก็ยังประดิษฐานอยู่ที่โคนต้นโพธิ์หน้าวัด ชาวบ้านละแวกวัดตะพานมีจิตศรัทธาประสงค์ที่จะสร้างส่วนที่เป็นองค์พระเพื่อจะได้นำส่วนพระเศียรที่ล่องเรือมาขึ้นประดิษฐานให้เป็นองค์พระที่สมบูรณ์ แต่ก็ไม่สามารถทราบได้ว่า องค์เดิมของท่านนั้นเป็นปางอะไร อยู่ในอิริยถใด แต่มีชาวบ้านบางคนเกิดนิมิตว่า ควรจะสร้างเป็นพระปางประทานพรในอิริยาบถนั่ง ในการก่อสร้างองค์ของหลวงพ่อโตถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เฉพาะพระศอถึงพระเกศมีน้ำหนักถึง ๑ ตัน จึงได้นำไม้สักมานอนเรียงกัน เพื่อใช้เป็นเสาเข็มให้ช่างที่มีฝีมือเก่งในยุคนั้นมาทำการสร้างองค์ท่าน และได้นำส่วนพระเศียรขึ้นต่อเข้ากับส่วนองค์ท่านที่ได้ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยส่วนพระเศียรได้ใช้ต้นไม้สักใหญ่ค้ำเป็นแกนกลางไว้ เพราะมีน้ำหนักมาก ช่างได้ใช้ฝีมือในการต่ออย่างสนิทแนบเนียน จนทำให้ไม่ทราบหรือดูไม่ออกว่ามีการเชื่อมต่อระหว่างส่วนทั้งสอง ลักษณะขององค์พระที่ช่างได้ก่อสร้างขึ้นมีทรวดทรงที่ได้สัดส่วนรับกันพอดีกับส่วนพระเศียร ถือเป็นพระพุทธรูปแบบทรงสุโขทัยได้เป็นอย่างดี

ถึงแม้ว่าจะสร้างองค์หลวงพ่อโตสมบูรณ์แล้ว แต่ยังไม่ได้สร้างวิหารให้เป็นสถานที่ประดิษฐาน องค์ท่านจึงตั้งอยู่กลางแจ้ง ต่อมาชาวบ้านได้สร้างวิหารขึ้นถวายหลังหนึ่ง ซึ่งได้ชำรุดทรุดโทรมพังลงไปตามกาลเวลา วิหารหลังปัจจุบันนี้เป็นหลังที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๐๐ นั่นแสดงว่าหลวงพ่อโตนี้ได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดตะพานตั้งแต่ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา (นับตั้งแต่ยังมีเฉพาะส่วนพระเศียร) จนถึงปัจจุบัน ตามข้อสันนิษฐานดังกล่าวแล้ว น่าจะมากกว่า ๒๐๐ ปี

นามเดิมของหลวงพ่อโตนั้น ไม่สามารถทราบได้ว่ามีนามเดิมว่าอย่างไร แต่ด้วยเหตุที่ลักษณะองค์ของท่านใหญ่โตมาก ชาวบ้านจึงเรียกนามท่านว่า “หลวงพ่อโต” และเพราะมาประดิษฐานอยู่ที่วัดตะพาน จึงเรียกรวมกันว่า “หลวงพ่อโตวัดตะพาน”

หลวงพ่อโตและวิหารที่ประดิษฐานได้ผ่านการบูรณะปฏิสังขรณ์หลายครั้ง ทั้งบูรณะปฏิสังขรณ์บางส่วนและทั้งองค์ทั้งหลัง แต่ที่ถือเป็นการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ เกิดขึ้นใน วันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๓ คือ พระมงคลบัณฑิตเจ้าอาวาส ได้ทำโครงการยกองค์หลวงพ่อโตขึ้นสูงจากฐานเดิม ๑๑๐ เซนติเมตร และเลื่อนองค์ท่านให้ห่างจากผนังด้านหลังอีก ๙๖ เซนติเมตร ทำให้มีอุโมงค์รอดใต้ฐานและเดินเวียนรอบองค์หลวงพ่อโตได้ ภายในวิหารได้ให้จิตรกรเขียนภาพฝาผนังบรรยายถึงคุณและโทษของการมีและขาดความสามัคคี ได้ปิดทองหลวงพ่อโตใหม่ทั้งองค์ และได้ปรับปรุงภูมิทัศน์รอบวิหารใหม่ด้วย

ความศักดิ์สิทธิ์ในองค์หลวงพ่อโตนั้น ได้ปรากฎชัดขึ้น เมื่อชาวบ้านทั้งหลายได้มากราบไหว้สักการะขอพรจากท่านในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกิจการการค้าขาย หรือในสมัยที่วิวัฒนาการทางการแพทย์ยังไม่ทันสมัยเหมือนปัจจุบัน ชาวบ้านก็ได้มาขอพรให้ตนเองหรือแก่ผู้ที่ตนเคารพนับถือให้พ้นจากความเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะสำเร็จสมความปรารถนาตามที่ขอพรกับองค์ท่าน และในยุคแรกๆ ก็ได้นำขนมจีนน้ำยามาถวายเป็นการแก้บนและนิยมทำกันมาจนถึงปัจจุบัน บางช่วงก็นิยมแก้บนด้วยการจุดประทัดถวาย อีกสิ่งหนึ่ง ที่เล่าสืบต่อกันมาว่า เป็นที่โปรดปรานหรือเป็นของควรนำมาไหว้บูชาหลวงพ่อโต คือ ว่าว

พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๓๕

268_1244036354

สุตฺตนฺตปิฏเก ทีฆนิกายสฺส มหาวคฺโค เล่ม ๑๐ หน้า ๑๗๘ (ฉบับบาลี)

“โย โว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา”

“ธรรมและวินัยอันใด เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็น ศาสดาของพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา”

——————-

พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒)
พ.ศ. ๒๕๓๕

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕

เป็นปีที่ ๔๗ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอม ของสภานิติ บัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕”

มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๕ ทวิ และมาตรา ๕ ตรี แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕

“มาตรา ๕ ทวิ ในพระราชบัญญัตินี้

“คณะสงฆ์” หมายความว่า บรรดาพระภิกษุที่ได้รับบรรพชาอุปสมบทจากพระอุปัชฌาย์ตามพระราช บัญญัตินี้ หรือตามกฎหมายที่ใช้บังคับก่อนพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่าจะปฏิบัติศาสนกิจในหรือนอกราช อาณาจักร

“คณะสงฆ์อื่น” หมายความว่า บรรดาบรรพชิตจีนนิกาย หรือ อนัมนิกาย

“พระราชาคณะ” หมายความว่า พระภิกษุที่ได้รับแต่งตั้ง และสถาปนาให้มีสมณศักดิ์ตั้งแต่ชั้นสามัญ จนถึงชั้นสมเด็จพระราชาคณะ

“สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์” หมายความว่า สมเด็จพระราชาคณะที่ได้รับ สถาปนาก่อนสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่น ถ้าได้รับสถาปนาในวันเดียวกันให้ถือรูปที่ได้รับสถาปนาในลำดับ ก่อน

“มาตรา ๕ ตรี พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้งสถาปนา และถอดถอน สมณศักดิ์ของพระภิกษุในคณะสงฆ์”

มาตรา ๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และให้ใช้ความต่อ ไปนี้แทน

“มาตรา ๗ พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง

ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จ พระสังฆราช

ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่น ผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลง มาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช”

มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และ ให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๙ ในกรณีที่สมเด็จพระสังฆราชทรงลาออกจากตำแหน่ง หรือพระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณา โปรดให้ออกจากตำแหน่ง พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของสมเด็จพระสังฆราช หรือ ตำแหน่งอื่นใดตามพระราชอัธยาศัยก็ได้

มาตรา ๑๐ ในเมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราช ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์เป็นผู้ ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

ถ้าสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการมหาเถร สมาคมที่เหลืออยู่เลือกสมเด็จพระราชาคณะรูปหนึ่งผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

ในเมื่อสมเด็จพระสังฆราชไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือไม่อาจทรงปฏิบัติหน้าที่ได้ สมเด็จพระ สังฆราชจะได้ทรงแต่งตั้งให้สมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทน

ในกรณีที่สมเด็จพระสังฆราชมิได้ทรงแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนตามวรรคสาม หรือสมเด็จพระราชา คณะซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชไม่อาจปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชได้ ให้นำความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม

ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศนามสมเด็จพระราชาคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชตามมาตรานี้ในราชกิจจานุเบกษา”

มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และให้ใช้ความ ต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๑๒ มหาเถรสมาคมประกอบด้วยสมเด็จพระสังฆราชซึ่งทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ โดยตำแหน่ง สมเด็จพระราชาคณะทุกรูปเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และพระราชาคณะซึ่งสมเด็จพระ สังฆราชทรงแต่งตั้งมีจำนวนไม่เกินสิบสองรูปเป็นกรรมการ”

มาตรา ๗ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๕ ทวิ มาตรา ๑๕ ตรี และมาตรา ๑๕ จัตวา แห่งพระ ราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕

“มาตรา ๑๕ ทวิ การแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมตามมาตรา ๑๒ และการให้กรรมการมหาเถร สมาคมพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ลงนามรับสนองพระ บัญชาสมเด็จพระสังฆราช

มาตรา ๑๕ ตรี มหาเถรสมาคมมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยดีงาม
(๒) ปกครองและกำหนดการบรรพชาสามเณร
(๓) ควบคุมและส่งเสริมการศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่ การสาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์
(๔) รักษาหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา
(๕) ปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น

เพื่อการนี้ ให้มหาเถรสมาคมมีอำนาจตรากฎมหาเถรสมาคม ออกข้อบังคับ วางระเบียบ ออกคำสั่ง มีมติหรือออกประกาศ โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายและพระธรรมวินัยใช้บังคับได้ และจะมอบให้พระ ภิกษุรูปใดหรือคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการตามมาตรา ๑๙ เป็นผู้ใช้อำนาจหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ก็ได้

มาตรา ๑๕ จัตวา เพื่อรักษาหลักพระธรรมวินัยและเพื่อความเรียบร้อยดีงามของคณะสงฆ์ มหาเถร สมาคมจะตรากฎมหาเถรสมาคม เพื่อกำหนดโทษหรือวิธีลงโทษทางการปกครอง สำหรับพระภิกษุ และ สามเณรที่ประพฤติให้เกิดความเสียหายแก่พระศาสนาและการปกครองของคณะสงฆ์ก็ได้

พระภิกษุและสามเณรที่ได้รับโทษตามวรรคหนึ่ง ถึงขั้นให้สละสมณเพศต้องสึกภายในสามวันนับแต่วัน ทราบคำสั่งลงโทษ”

มาตรา ๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และให้ใช้ความ ต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๑๖ ในกรณีที่ประธานกรรมการมหาเถรสมาคมไม่อาจมาประชุมหรือไม่อยู่ในที่ประชุมมหา เถรสมาคม และมิได้มอบหมายให้สมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทน ให้สมเด็จพระราชา คณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ซึ่งอยู่ในที่ประชุมเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน”

มาตรา ๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๑๘ ในกรณีที่ยังไม่มีการแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมแทนตำแหน่งที่ว่างตามมาตรา ๑๕ วรรคสอง ให้ถือว่ามหาเถรสมาคมมีกรรมการเท่าจำนวนที่เหลืออยู่ในขณะนั้น

มาตรา ๑๙ สมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งคณะกรรมการ หรือคณะอนุกรรมการฝ่ายต่างๆ ตามมติ มหาเถรสมาคม ประกอบด้วยพระภิกษุหรือบุคคลอื่นจำนวนหนึ่ง มีหน้าที่พิจารณากลั่นกรองเรื่องที่จะเสนอ ต่อมหาเถรสมาคมและปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่มหาเถรสมาคมมอบหมาย โดยขึ้นตรงต่อมหาเถรสมาคม

การจัดให้มีคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการฝ่ายต่างๆ การแต่งตั้งกรรมการหรืออนุกรรมการ การ พ้นจากตำแหน่งของกรรมการหรืออนุกรรมการ และระเบียบการประชุม ให้เป็นไปตามระเบียบมหาเถร- สมาคม

มาตรา ๒๐ คณะสงฆ์ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของมหาเถรสมาคม

การจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม”

มาตรา ๑๐ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๒๐ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕

“มาตรา ๒๐ ทวิ เพื่อประโยชน์แก่การปกครองคณะสงฆ์ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้มีเจ้าคณะใหญ่ ปฏิบัติหน้าที่ในเขตปกครองคณะสงฆ์

การแต่งตั้งและการกำหนดอำนาจหน้าที่เจ้าคณะใหญ่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด ในกฎมหาเถรสมาคม”

มาตรา ๑๑ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และให้ใช้ ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๒๗ เมื่อพระภิกษุรูปใดต้องด้วยกรณีข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(๑) ต้องคำวินิจฉัยตามมาตรา ๒๕ ให้รับนิคหกรรมไม่ถึงให้สึก แต่ไม่ยอมรับนิคหกรรมนั้น
(๒) ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ
(๓) ไม่สังกัดอยู่ในวัดใดวัดหนึ่ง
(๔) ไม่มีวัดเป็นที่อยู่เป็นหลักแหล่ง

ให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม

พระภิกษุผู้ต้องคำวินิจฉัยให้สละสมณเพศตามวรรคสอง ต้องสึกภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับทราบ คำวินิจฉัยนั้น”

มาตรา ๑๒ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และให้ใช้ ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๓๑ วัดมีสองอย่าง

(๑) วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา
(๒) สำนักสงฆ์

ให้วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล

เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัดในกิจการทั่วไป”

มาตรา ๑๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๓๒ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕

“มาตรา ๓๒ ทวิ วัดใดเป็นวัดร้างที่ไม่มีพระภิกษุอยู่อาศัย ในระหว่างที่ยังไม่มีการยุบเลิกวัด ให้กรม การศาสนามีหน้าที่ปกครองดูแลรักษาวัดนั้น รวมทั้งที่วัด ที่ธรณีสงฆ์และทรัพย์สินของวัดนั้นด้วย

การยกวัดร้างขึ้นเป็นวัดมีพระภิกษุอยู่จำพรรษา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ กระทรวง”

มาตรา ๑๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๔ และมาตรา ๓๕ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๓๔ การโอนกรรมสิทธิ์ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ศาสนสมบัติกลาง ให้กระทำได้ก็แต่โดยพระ ราชบัญญัติ เว้นแต่เป็นกรณีตามวรรคสอง

การโอนกรรมสิทธิ์ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ศาสนสมบัติกลาง ให้แก่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือ หน่วยงานอื่นของรัฐ เมื่อมหาเถรสมาคมไม่ขัดข้องและได้รับค่าผาติกรรมจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานนั้นแล้ว ให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา

ห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความขึ้นต่อสู้กับวัดหรือกรมการศาสนา แล้วแต่กรณี ในเรื่องทรัพย์สินอัน เป็นที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ศาสนสมบัติกลาง

มาตรา ๓๕ ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ และที่ศาสนสมบัติกลาง เป็นทรัพย์สินซึ่งไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการ บังคับคดี”

มาตรา ๑๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๒ มาตรา ๔๓ มาตรา ๔๔ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๔๒ ผู้ใดมิได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ หรือถูกถอดถอนจากความเป็นพระอุปัชฌาย์ ตามมาตรา ๒๓ แล้ว กระทำการบรรพชาอุปสมบทแก่บุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี

มาตรา ๔๓ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๕ จัตวา วรรคสอง มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ วรรคสาม หรือมาตรา ๒๘ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี

มาตรา ๔๔ ผู้ใดพ้นจากความเป็นพระภิกษุเพราะต้องปาราชิกมาแล้วไม่ว่าจะมีคำวินิจฉัยตามมาตรา ๒๕ หรือไม่ก็ตาม แต่มารับบรรพชาอุปสมบทใหม่โดยกล่าวความเท็จหรือปิดบังความจริงต่อพระอุปัชฌาย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี”

มาตรา ๑๖ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๔๔ ทวิ และมาตรา ๔๔ ตรี แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕

“มาตรา ๔๔ ทวิ ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายสมเด็จพระสังฆราช ต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๔๔ ตรี ผู้ใดใส่ความคณะสงฆ์หรือคณะสงฆ์อื่นอันอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสีย หรือความ แตกแยก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

มาตรา ๑๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๖ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และให้ใช้ ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๔๖ การปกครองคณะสงฆ์อื่นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง”

มาตรา ๑๘ บรรดากฎกระทรวง กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งของมหาเถร สมาคมที่ออกตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับ พระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๑๙ วัดที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๒๐ ให้พระภิกษุที่ได้รับแต่งตั้งและสถาปนาให้มีสมณศักดิ์อยู่ก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้ ยังมี สมณศักดิ์นั้นต่อไป

ให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่ กรรมการหรืออนุกรรมการใดตาม พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ หรือตามกฎกระทรวง กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ หรือ คำสั่งของมหาเถรสมาคมซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ ยังคงดำรงตำแหน่ง หรือปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนครบวาระการดำรงตำแหน่งหรือจนกว่ามหาเถรสมาคมจะมีมติเป็นประการอื่น

มาตรา ๒๑ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

นายอานันท์ ปันยารชุน

นายกรัฐมนตรี