|
ธรรมศึกษา ชั้นตรี
เบญจกัลยาณธรรม
ผู้เว้นจากข้อห้ามทั้ง ๕ ดังกล่าวมา ได้ชื่อว่า เป็นผู้มีศีล
ผู้มีศีลย่อมไม่ทำหรือพูดอะไรที่สร้างความทุกข์ ความเดือดร้อนให้แก่ตนเอง
และผู้อื่น แต่จะได้ชื่อว่ามีกัลยาณธรรมทั่วทุกคน
หามิได้ ต่างว่าคนมีศีลผู้หนึ่ง พบคนเรือล่มว่ายน้ำอยู่เขาสามารถจะช่วยได้
แต่หามีจิตกรุณาช่วยเหลือไม่ และคนนั้นไม่ได้ความช่วยเหลือจึงจมน้ำตาย
เช่นนี้ ศีลของเขาไม่ขาด แต่ปราศจากกรุณา ยังเป็นที่น่าติเตียน เพราะส่วนนั้น
จะจัดว่าเขามีกัลยาณธรรมไม่ได้
ถ้าเขาเห็นดังนั้นแล้ว มีกรุณาเตือนใจ
หยุดช่วยคนนั้นให้พ้นอันตราย
เช่นนี้ จึงได้ชื่อว่า
มีทั้งศีล มีทั้งกัลยาณธรรม
กัลยาณธรรมนั้น แปลว่า ธรรมอันงาม กล่าวโดยความก็คือ
ข้อปฏิบัติพิเศษยิ่งขึ้นไปกว่าศีล ได้ในสิกขาบทนั้น ๆ เอง
ในสิกขาบทที่หนึ่ง ได้กัลยาณธรรม คือ เมตตากับกรุณา
ในสิกขาบทที่ ๒ ได้กัลยาณธรรม คือ สัมมาอาชีวะ
ในสิกขาบทที่ ๓ ได้กัลยาณธรรม คือ
ความสำรวมในกาม
ในสิกขาบทที่ ๔ ได้กัลยาณธรรม คือ ความมีสัตย์
ในสิกขาบทที่ ๕ ได้กัลยาณธรรม คือ ความมีสติรอบคอบ
กัลยาณธรรมในสิกขาบทที่ต้น
เมตตา
ได้แก่ ความคิดปรารถนาจะให้เขานั้นเป็นสุข ตนได้สุขสำราญแล้ว
ก็อยากให้ผู้อื่นได้บ้าง คุณข้อนี้เป็นเหตุให้สัตว์คิดเกื้อกูลกันและกัน
วัด
โรงเรียน โรงพยาบาล โรงเลี้ยงเด็ก สถานสงเคราะห์ต่าง ๆ
มูลนิธิการกุศลต่าง ๆ เป็นต้น
ล้วนเกิดมาจากความคิดเผื่อแผ่ความสุขให้แก่ผู้อื่นทั้งสิ้นจึงได้บริจาคทรัพย์ของตนสร้าง
ปฏิสังขรณ์หรือทำนุบำรุง สถานที่นั้น ๆ สำหรับผู้อื่นได้รับประโยชน์บ้าง
ผู้ใด
ถึงเวลาที่ผู้อื่นควรจะได้เมตตาจากตัว อาจอยู่และหาเหตุขัดข้องมิได้ แต่หาแสดงไม่
เช่นมีลูกแล้วยังไม่เอาเป็นธุระเลี้ยงดูรักษา
พบคนขัดสนอดข้าวไม่มีจะบริโภคมาถึงเฉพาะหน้า และตนอาจอยู่
แต่หาให้ไม่ ผู้นั้นได้ชื่อว่าคนใจจืด เห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัวมีหนี้ของโลกติดตัวอยู่
เพราะได้รับอุปการะของโลกมาก่อนแล้ว เมื่อถึงเวลาเข้าบ้างไม่ตอบแทน
กรุณา
ได้แก่ความคิดปรารถนาจะให้เขาปราศจากทุกข์ เมื่อเห็นทุกข์เกิดแก่ผู้อื่น
ก็พลอยหวั่นใจไปด้วย คุณข้อนี้เป็นเหตุให้สัตว์คิดช่วยทุกข์ภัยของกันและกัน
การแสดงกรุณานี้ เป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคนควรกระทำ เพราะตนเองก็เคยได้รับกรุณาแต่ท่านผู้อื่นมาแล้ว เป็นต้นว่า เมื่อยังเล็กมารดา
บิดา หรือท่านผู้อื่นผู้บำรุงเลี้ยงก็คอยป้องกันอันตรายต่าง ๆ
ที่จะพึงมีมา เช่น เจ็บไข้ก็ขวนขวายหาหมอรักษา เป็นต้น
และตนเองก็ยังหวังกรุณาดังนั้นของท่านผู้อื่นต่อไปข้างหน้าอีก
เมื่อถึงเวลาที่จะต้องแสดงกรุณาแก่ ผู้อื่นเช่นนั้นบ้าง จึงควรทำ
ผู้ใดอาจอยู่แต่หาแสดงไม่ เช่นเห็นคนเรือล่มที่น่ากลัวจะเป็นอันตรายถึงชีวิต
และไม่ช่วยดังแสดงมาแล้วในหนหลัง
หรือพบคนเจ็บไข้ตามหนทางไม่มีใครอุปถัมภ์ผ่านไปด้วยไม่สมเพช
และไม่ขวนขวายอย่างหนึ่งอย่างใด
ผู้นั้นได้ชื่อว่าคนใจดำ มีแต่เอาเปรียบโลก
มีแต่หวังอุปการะของโลกข้างเดียว
เมื่อถึงเวลาเขาบ้าง เฉยเสียไม่ตอบแทน
การช่วยเหลือผู้ประสบภัย การไถ่ชีวิตสัตว์จากโรงฆ่าสัตว์ การปล่อยนก
ปล่อยปลา เป็นต้น
ล้วนเกิดจากจิตใจที่มีความกรุณาทั้งสิ้นความมีเมตตากรุณาแก่กันและกัน
เป็นธรรมอันงามก็จริง ถึงอย่างนั้น ผู้จะแสดงควรเป็นคนฉลาดในอุบาย
ประโยชน์จึงจะสำเร็จ ถ้าไม่ฉลาด มุ่งแต่จะเมตตากรุณาอย่างเดียว
บางอย่างก็เกิดโทษได้ เช่นเห็นเขาจับผู้ร้ายมา คิดแต่จะให้ผู้ร้ายรอดจากอาญาแผ่นดิน
และเข้าแย่งชิงให้หลุดไปดังนี้ เป็นการเมตตากรุณาที่ผิด
และเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอีกด้วย จึงเป็นกิจที่ไม่สมควรทำ
ในสถานการณ์เช่นนี้ ควรตั้งอยู่ในอุเบกขา ถือเสียว่า
เขามีกรรมเป็นของเขา
การแสดงเมตตากรุณานี้ บุคคลประกอบให้ถูกที่แล้ว ย่อมอำนวยผลอันดีให้แก่ผู้ประกอบและผู้ได้รับ
ทำความปฏิบัติของผู้มีศีลให้งามขึ้น เหมือนดังเรือนแหวนประดับหัวแหวนให้งามขึ้น
ฉะนั้น จึงได้ชื่อว่า เป็นกัลยาณธรรมละอย่าง ๆ ในสิกขาบทที่ต้น
 |
เบญจธรรม |
 |
|