ธรรมศึกษา  ชั้นตรี

เบญจศีล

มุสาวาทา     เวรมณี

สิกขาบทที่  ๔

                         สิกขาบทนี้     (มุสาวาทา     เวรมณี )      แปลว่า เว้นจากมุสาวาท    ความเท็จได้ชื่อว่า     มุสากิริยาที่พูดหรือแสดงอาการมุสา      ได้ชื่อว่ามุสาวาทในที่นี้

                   ข้อนี้      บัญญัติขึ้นด้วยหวังจะห้ามความตัดประโยชน์ทางวาจา     เพราะคนทั้งหลายย่อมชอบและนับถือความจริงด้วยกันทุกคน               ผู้พูดมุสาแก่คนอื่นจึงเป็นการตัดประโยชน์ท่าน       จัดว่าเป็นบาป

                   เมื่อเพ่งความจริงเป็นใหญ่      ดังนั้น      จึงมิใช่แต่มุสาเท่านั้น      แม้อนุโลมมุสาและปฎิสสวะ      ก็ถูกห้ามตามสิกขาบทนี้ด้วย

มุสา

                   ข้อนี้พึงกำหนดรู้ด้วยลักษณะอย่างนี้     วัตถุ     (เรื่อง )    ที่จะกล่าวนั้นไม่เป็นจริง  ผู้กล่าวจงใจกล่าว      และกล่าวให้คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง         เพื่อผู้ฟังเข้าใจผิด

                   การแสดงความเท็จ      เพื่อผู้อื่นเข้าใจผิดนั้น      ไม่เฉพาะด้วยวาจาอย่างเดียว  ใช้กายเขียนหนังสือ      ใช้มือให้สัญญาณ      สั่นศีรษะ      เป็นต้น      ก็เป็นมุสาวาทได้
 
มุสานั้น      มีประเภทที่จะพึงพรรณนาให้เห็นเป็นตัวอย่าง      ดังนี้

                   ปด      ได้แก่มุสาจัง  ๆ      ไม่อาศัยมูลเลย       เช่นเห็นแล้วบอกว่าไม่เห็นเป็นต้น 

เรียกชื่อต่างกันตามความมุ่งหมายของผู้พูด      เช่นเพื่อยุให้เขาแตกกัน       เรียกว่าส่อเสียด 

เพื่อจะโกงท่าน      เรียกว่าหลอก      เพื่อจะยกย่อง      เรียกว่ายอ             พูดไว้แล้วไม่รับคำ

เรียกว่า      กลับคำ      เป็นตัวอย่าง

                   ทนสาบาน      ได้แก่ กิริยาที่เสี่ยงสัตย์ว่า      จะพูด      หรือจะทำตามคำสาบาน

แต่ไม่ได้ตั้งใจจริงดังนั้น      เช่นพยานทนสาบานแล้วเบิกคำเท็จ     เป็นตัวอย่าง

                   ทำเล่ห์กระเท่ห์      ได้แก่ กิริยาที่อวดอ้างความศักดิ์สิทธิ์      อันไม่เป็นจริง     เช่น

อวดรู้วิชาคงกระพันว่าฟันไม่เข้า      ยิงไม่ออก      เป็นต้น     เพื่อให้คนหลงเชื่อถือ      และพากันนิยมในตัว      เป็นอุบายหาลาภ

                   มารยา      ได้แก่กิริยาที่แสดงอาการให้เขาเห็นผิดจากที่เป็นจริง        เช่นเป็นคน

ทุศีล      ทำท่าทางให้เขาเห็นว่า เป็นคนมีศีล

                   ทำเลศ      ได้แก่พูดเล่นสำนวน      เช่นเดินไปพบคนหนึ่งสวนทางมา      แล้วเดิน

เลยไปจากที่พบนั้น      สมมติว่า      ๒๐      วา      มีคนมาถามว่า       เห็นคนหนึ่งสวนทาง

ไปไหม      ตอบว่า      ข้าพเจ้าเดินมาตรงนี้ไม่เห็นใครเลยนอกจากผู้ถาม

                   เสริมความ      ได้แก่พูดมุสาอาศัยมูลเดิม      แต่เสริมให้มากกว่าที่เป็นจริง   เช่น

โฆษณาเครื่องดื่มหรืออาหารเสริมบางอย่างว่า     เป็นยาชูกำลัง       หรือรักษาโรคมะเร็งได้

เป็นตัวอย่าง

                   อำความ     ได้แก่พูดมุสาอาศัยมูลเดิม     แต่ตัดข้อความที่ไม่ประสงค์จะให้รู้ออก

เสีย      เพื่อทำความเข้าใจให้เป็นอย่างอื่น     เช่น        นักเรียนกลับจากโรงเรียนแล้วไปบ้าน

เพื่อน ผู้นิสัยเหมือนกัน      แล้วพากันไปเที่ยวแหล่งอบายมุข       กลับบ้านผิดเวลา       บิดา

มารดาถามว่า      เหตุไฉนจึงกลับบ้านเช้า      เขาตอบว่าไปบ้านเพื่อน      เป็นตัวอย่าง

กรรมหนัก    หรือกรรมเบา

                   เมื่อกล่าวโดยความเป็นกรรม  มุสาวาท  จัดว่ามีโทษหนักเป็นชั้นกันโดยวัตถุ  เจตนา      และประโยค

                   โดยวัตถุ      ได้แก่กล่าวมุสาแก่ท่านผู้มีคุณแก่ตน       คือ      พ่อ      แม่       ครู

เจ้านาย       และผู้มีคุณต่อส่วนรวม      คือ      ผู้มีศีลธรรมมีโทษหนัก

                   โดยเจตนา      คือ      ถ้าผู้พูดคิดให้ร้ายแก่ท่าน      เช่น      ทนสาบานเบิกความเท็จ       กล่าวใส่ความท่าน      หลอกลวงเอาทรัพย์ท่าน      เป็นต้น      มีโทษหนัก

                   โดยประโยค      คือ      ถ้าผู้พูดพยายามสร้างเรื่องเท็จ      เช่น มุสาว่าจะสร้างวัด

 แล้วพิมพ์ใบฎีกาเรี่ยไร      อ้างสถาบัน      อ้างองค์กรการกุศลต่าง ๆ      มาหลอกลวงทรัพย์

สินเงินทองชาวบ้านมีโทษหนัก

อนุโลมมุสา

                   ข้อนี้พึงกำหนดรู้ด้วยลักษณะอย่างนี้      วัตถุ    ( เรื่อง )    ที่จะกล่าวนั้น ไม่เป็นจริง      แต่ผู้กล่าวไม่จงใจจะกล่าวให้ผู้ฟังเข้าใจผิด      มีประเภทที่จะพึงพรรณนาให้เห็นเป็นตัวอย่าง      ดังนี้

               เสียดแทง     ได้แก่กิริยาที่ว่าผู้อื่นให้เจ็บใจ     ด้วยอ้างวัตถุที่ไม่เป็นจริง    กล่าวยกให้สูงกว่าพื้นเพของเขา       เรียกว่า       ประชด      หรือกล่าวทำให้เป็นคนเลวกว่าพื้นเพของเขา       เรียกว่าด่า

                   สับปลับ       ได้แก่พูดปดด้วยความคะนองวาจา      แต่ผู้พูดไม่ได้จงใจจะให้เขาเข้าใจผิด      เช่นรับปาก     หรือปฏิเสธใครง่าย ๆ      แล้วไม่ปฏิบัติตามที่รับหรือปฏิเสธนั้น

ปฏิสสวะ

                   ปฏิสสวะ       คือ      เดิมรับท่านด้วยเจตนาบริสุทธิ์        คิดจะทำตามรับไว้จริง แต่ภายหลังหาทำอย่างนั้นไม่      พึงเห็นตัวอย่างดังนี้

                   ผิดสัญญา      ได้แก่ทั้งสองฝ่ายทำสัญญาแก่กันไว้ว่า      จะทำเช่นนั้น ๆ      แต่ภายหลังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ทำตามข้อที่สัญญาไว้

                 เสียสัตย์      ได้แก่ให้สัตย์แก่ท่านฝ่ายเดียว      ว่าจะทำหรือไม่ทำเช่นนั้น      แต่ภายหลังไม่ทำตามนั้น      เช่นให้สัตย์ว่าจะเลิกค้ายาบ้า      แต่พอได้โอกาสก็ค้าอีกเป็นต้น

                   คืนคำ      ได้แก่รับปากท่านว่าจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้      แต่ไม่ทำตามพูด       เช่นรับปากจะให้สิ่งนั้น  ๆ      แก่ท่านแล้วหาให้ไม่

เบญจศีล

  1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11