อุโบสถทรงศรีวิชัย
 
การสร้างอุโบสถหลังใหม่เป็นแบบทรงศณีวิชัยประยุกต์ 2 ชั้น ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมอันสูงค่ายิ่ง ได้ก่อสร้างคร่อมโบสถ์หลังเก่าถือได้ว่าเป็นโบสถ์หลังที่สาม เห็นผลในการนสร้างคือโบสถ์หลังเก่าชำรุดทรุดโทรมลงไปมากแล้วยากแต่การบูรณะซ่อมแซมได้ เพราะในสมัยที่ท่านพระครูจันทรโสภณ อดีตเจ้าอาวาสได้ทำการบูรณะซ่อมแซมมาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่สามารถที่จะคงอยู่สถาพเดิมอยู่ได้จนมาถึงสมัยท่านพระครูศรีปัญญากร เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันเห็นว่าควรที่จะสร้างโบสถ์หลังใหม่คร่อมหลังเก่า โดยมีพระครูวิหารกิจจานุวัตรเป็นกำลังสำคัญในการดูแลและก่อสร้าง เห็นควรให้มีการสร้างใหม่ แม้ว่าโบสถ์หลังเก่าจะมีความสำคัญทางด้านศิลปะ ซึ่งได้สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 ก็ตาม แต่ทั้งนี้เนื้อที่ของวัดมีจำกัดจึงจำเป็นต้องรื้อโบสถ์หลังเก่าแล้วสร้างโบสถ์ใหม่คร่อมลงไปแทน
        ฉะนั้นการสร้างโบสถ์แบบศรีวิชัยรปะยุกต์จึงได้เริ่มต้นขึ้นมิใช่เพื่องอวดโฉมความงดงามอย่างเดียวเท่านั้นยังเพื่อที่จะเป็นเชิดชูศิลปะและรักษาวัฒนธรรมของชาติไทยมิให้สูญหายไป เพื่อให้อยู่คู่กับพระพุทธศาสนา ให้ปรากฏนามขึ้นในเมืองกรุงให้สถิตสถานพรตั้งตระหง่านงามเจดจ้าดุจสร้างสวรรค์ ณ วัดตะพาน
           อุโบสถทรงศรีวิชัยประยุกต์ 2 ชั้น ภายในชั้นบนอุโบสถ ประกอบด้วยพระพุทธรูปทรงพระทรงอยุธยาพระพุทธรูปด้านทิศใต้ 21 องค์ ด้านทิศเหนือ 21 องค์ ส่วนพระประธานเป็นประพุทธรูปที่สร้างขึ้นในสมัยรัชการที่ 6
     ฝาฝนังทุกด้านของอุโบสถ มีจิตรกรรม บอกเหตุการณ์ต่างๆ อันวิจิตรงดงามยิ่ง ประตุหน้าต่างประด้วยมุขทั้งหมด พร้อมด้วยอาคารใช้หินแกรนิดปูทั้งหลัง แสงสว่างภายในประดับประดาด้วยโคมไฟฟ้าที่เป็นคริสัลสว่างไสวเป็นพุทธบูชา
               ชั้นล่างของโบสถ์ เป็นชั้นอเนกประสงค์ปูด้วยแกรติต ใช้สำหรับบำเพ็ญกุศล ปฏิบัติธรรม และเป็นห้องสมุดธรรมเพื่อให้ผู้สนใจได้ศึกษาค้นคว้า พุทธศาสนิกชนมีโอกาสได้ผ่านไปก็อย่าลืมแวะไปร่วมทำบุญทำกุศลกับทางวัดเป็นการบำเพ็ญบารมี เพื่อให้จิตผ่องใสไว้ต่อสู้กับสถานการณ์ยามเศรษฐกิจยุคข้าวยากหมากแพงได้ตามกำลังศรัทธา