การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศต่าง ๆ
ทั่วโลก
และการนับถือพระพุทธศาสนาของประเทศเหล่านั้น
พระพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกา
พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศศรีลังกา
ในรัชสมัยของพระเจ้าเทวนัมปิยติสสะ
โดยพระมหินทเถระพร้อมกับภิกษุอีก ๔ รูป
ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชทรงส่งไปเผยแพร่
พระเจ้าอโศกมหาราชกับพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ
เป็นพระสหายที่ไม่เคยเห็นหน้าซึ่งกันและกัน
แต่ทั้งสองพระองค์ก็มีสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกัน
และเมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงส่งสมณทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา
พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะก็ทรงต้อนรับและสนับสนุนให้ความอุปถัมภ์เป็นอย่างดียิ่ง
ทำให้พระพุทธศาสนาดำรงมั่นคงในศรีลังกาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
โดยที่ศรีลังกามีภูมิประเทศที่เป็นเกาะ
ประกอบด้วยประชาชน
๒ เผ่าใหญ่ ๆ ได้แก่ เผ่าสิงหลกับเผ่าทมิฬ
ซึ่งเผ่าสิงหลนับถือพระพุทธศาสนา
ส่วนเผ่าทมิฬมิได้นับถือพระพุทธศาสนา
คราวใดที่ชนเผ่าทมิฬมีอำนาจปกครองบ้านเมืองก็มักทำลายพระพุทธศาสนาแต่คราวใดที่ชนเผ่าสิงหลมีอำนาจปกครองบ้านเมือง
พระพุทธศาสนาก็กลับเจริญรุ่งเรือง เป็นเช่นนี้สลับกันไปมา
ตามประวัติศาสตร์ของศรีลังกากล่าวว่า
พระพุทธศาสนาได้สูญสิ้นจากประเทศศรีลังกา ๒
ครั้ง คือ ครั้งแรก ในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ กับครั้งที่ ๒
ตรงกับในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๓-๒๕
ครั้งที่
๑ พ.ศ. ๒๖๑๔
ได้มีผู้นำชาวสิงหลได้รวบรวมกำลังพลทำการกอบกู้อิสรภาพจากชนเผ่าชาวทมิฬไว้ได้
ต่อมาได้เป็นพระมหากษัตริย์ทรงพระนามว่า
พระเจ้าวิชัยสิริสังฆโพธิ
พระองค์ได้เอาพระทัยใส่ในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง
และเมื่อทรงพิจารณาเห็นว่า
พระพุทธศาสนาถูกทำลายลงอย่างมากจะหาพระภิกษุที่บริสุทธิ์แม้เพียงรูปเดียวก็ไม่มี
พระองค์จึงได้ส่งราชทูตไปทูลขอพระสงฆ์จากพม่า
ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าเจ้าอโนรธามังช่อ
ซึ่งพระเจ้าอโนรธามังช่อก็ได้ให้พระสงฆ์
จำนวน ๒๐ รูป
เดินทางไปศรีลังกาเพื่อให้การบรรพชาอุปสมบทกุลบุตรชาวลังกา
ทำให้พระพุทธศาสนาและสมณวงศ์ในศรีลังกากลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
ครั้งที่
๒ ประมาณ พ.ศ. ๒๒๙๖ พระเจ้ากิตติสิริราชสีห์
ทรงกอบกู้อิสรภาพไว้ได้
แต่พระพุทธศาสนาได้เสื่อมลงอย่างมาก
พระองค์จึงทรงราชทูตไปทูลขอพระสงฆ์จากประเทศไทย
ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าบรมโกษฐ์ แห่งกรุงศรี อยุทธยา
พระเจ้าบรมโกษฐ์
ได้ส่งพระอุบาลีกับพระอริยมุนี พร้อมพระสงฆ์จำนวน ๑๒ รูป
เดินทางไปลังกาเพื่อให้การบรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรชาวลังกา
ผู้ที่บวชในสำนักของนี้ เรียกว่า "สยามวงศ์" หรือ "อุบาลีวงศ์"
ซึ่งเป็นคณะสงฆ์ส่วนใหญ่ในศรีลังกามาจนถึงทุกวันนี้
ต่อมาศรีลังกาได้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของโปรตุเกส
ทำให้พระพุทธศาสนาถูกย่ำยีและทำลายไปด้วย
แต่โดยอาศัยที่พระพุทธศาสนาได้ปักหลักและอยู่ในจิตใจของชาวศรีลังกามาช้านาน
ทำให้พระพุทธศาสนายังดำรงมั่นคงอยู่ได้
และเมื่อศรีลังกากลับคืนสู่อิสรภาพ
พระพุทธศาสนาก็ได้รับการส่งเสริมและอุปถัมภ์มากขึ้น
พระสงฆ์ชาวศรีลังกามีความขยันขันแข็งอย่างยิ่ง
ได้ให้การอบรมสั่งสอน
พระพุทธศาสนาแก่ประชาชน เด็ก และเยาวชน
รวมทั้งมีการส่งพระสงฆ์ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังต่างประเทศอีกด้วย
พระพุทธศาสนาในประเทศจีน
พระพุทธศาสนาได้เข้าไปเผยแพร่ในประเทศจีนเป็นครั้งแรก
ในรัชสมัยของพระเจ้ามิ่งตี่
พระองค์เป็นกษัตริย์ที่มีพระบรมเดชานุภาพอย่างมาก
อำนาจทางทหารของพระองค์ได้เลื่องลือไปทุกสารทิศ
และเมื่อนักรบเหล่านั้นกลับจากประเทศอินเดียซึ่งมีดินแดนติดต่อกันก็ได้นำพระพุทธศาสนาเข้ามาเผยแพร่ด้วย
ทำให้พระเจ้ามิ่งตี่ทรงสนพระทัยมาก ต่อมาพระ
องค์ได้ส่งคณะทูต
๑๘ คน
ไปสืบพระพุทธศาสนาในอินเดีย
คณะทูตเหล่านี้เมื่อกลับมาประเทศจีน ได้อาราธนาพระภิกษุ
๒ คือ พระกาศยปมาตังคะ และพระธรรมรักษ์กลับมายังจีน
รวมทั้งคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา
ตรงกับ พ.ศ. ๖๑๐ เมื่อพระเถระทั้ง๒
รูปพร้อมด้วยคณะทูตกลับมายังนครโลยาง
พระเจ้ามิ่งตี่ ได้ทรงสร้างวัดม้าขาว (แปะเบ้ยี่)
หลังจากนั้นพระเถระทั้งสองรูปก็ได้แปลคัมภีร์พระพุทธศาสนาเป็นภาษาจีนเป็นเล่มแรก
เมื่อพระพุทธศาสนาได้เข้าไปสู่ประเทศจีนนั้น
ต้องต่อสู้กับระบบความเชื่อพื้นเมืองอย่างหนัก
โดยเฉพาะประชาชนส่วนใหญ่ยังคงนับถือลัทธิขงจื้อและลัทธิเต๋า
ตลอดจนอำนาจ ประเพณี
และความเชื่อถือต่าง ๆ ในราชสำนัก
แต่อาศัยที่พื้นฐานทางปรัชญาของพระพุทธศาสนา
มีความหนักแน่นกว่าลัทธิทั้งสอง ทำให้พระพุทธศาสนาดำรงอยู่ได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีนักปราชญ์ท่านหนึ่งชื่อว่าเม่าจื้อ
ได้แสดงหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ให้ชาวเมืองได้เห็นแก่นแท้ของ
พระพุทธศาสนา
ประกอบกับอาศัยความประพฤติอันบริสุทธิ์ของพระสงฆ์
เป็นเครื่องจูงใจให้ชาวจีนเกิดความเลื่อมใส
ทำให้พระพุทธศาสนากลับเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น
เมื่อประเทศจีนได้เปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นสาธารณรัฐ
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๕ พระพุทธศาสนาถูกปล่อยปละละเลย
และเสื่อมลงตามลำดับ
ต่อมามีพระภิกษุจีนรูปหนึ่งชื่อ ไท้สู (พ.ศ. ๒๔๓๒-๒๔๙๐)
ได้เป็นกำลังสำคัญในการกอบกู้พระพุทธศาสนาไว้ได้บ้างในบางส่วน
ท่านได้ให้พระสงฆ์ศึกษาพระธรรมวินัยและวิชาการสมัยใหม่ตามแบบตะวันตก
และได้ตั้งพุทธสมาคมในจีนขึ้น เมื่อ
พ.ศ.๒๔๗๒ทำให้ปัญญาชนจีนและประชาชนจีนเข้าใจพระพุทธศาสนาดีขึ้น
จนทำให้รัฐเห็นคุณค่าของพระพุทธศาสนาในการประสานคนต่างเชื้อชาติของจีนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ทำให้พระพุทธศาสนามีอิสรภาพมากขึ้น
ในปี
พ.ศ. ๒๔๙๒
ประเทศจีนได้เข้าสู่การปกครองแบบคอมมิวนิสต์
พระพุทธศาสนาถูกทำลายลงการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและการประกอบศาสนกิจถูกบีบถูกรังควานนานาประการ
พระสงฆ์ถูกบังคับให้สึกไป
ประกอบอาชีพชาวนาบ้าง เป็นกรรมกรบ้าง ทำไร่ ไถนาบ้าง
และในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๙-๒๕๑๒ รัฐบาลได้ยึดวัดเป็นของราชการ
ห้ามประกอบศาสนกิจต่าง ๆ
การเผยแพร่พระพุทธศาสนา เป็นการผิดกฎหมาย
พระภิกษุถูกบังคับให้ลาสิกขา
คัมภีร์ทางศาสนาถูกเผาทำลายเป็นอย่างมาก จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๒๐
เมื่อเติ้งเสี่ยวผิงขึ้นครองอำนาจ
ท่านได้ผ่อนคลายความเข้มงวดลงอย่างมากและหันมาให้เสรีภาพแก่ประชาชนมากขึ้น
ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และศาสนา
ทำให้สถานการณ์ของพระพุทธศาสนาค่อย ๆ
กลับฟื้นตัวอีกวาระหนึ่ง
และได้มีการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาลัทธิมหายานขึ้นมาใหม่ในจีนรัฐบาลยังให้การสนับสนุนจัดตั้งพุทธสมาคมแห่งประเทศจีนและสภาการศึกษาพระพุทธศาสนาแห่งประเทศจีนขึ้นในกรุงปักกิ่งด้วยเพื่อเป็นศูนย์กลางการติดต่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาจากประเทศต่าง
ๆ ทั่วโลก
ปัจจุบันนี้ประชาชนจีนส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนาควบคู่ไปกับการนับถือลัทธิขงจื้อและลัทธิเต๋า
พระพุทธศาสนาในประเทศเกาหลี
ประเทศเกาหลีแต่เดิมนั้นประกอบด้วย
๓ อาณาจักร ได้แก่ โคกุเรียง สิลละ และปักเช ผู้นำทั้ง ๓
อาณาจักรนับถือพระพุทธศาสนา และให้การสนับสนุนกิจการต่าง ๆ
ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาอยู่เสมอ และได้ให้การรับรองพระพุทธศาสนาว่าเป็นศาสนาประจำชาติ

เมื่อปี พ.ศ. ๙๑๕
กษัตริย์แห่งอาณาจักรโคกุเรียงได้ส่งราชทูตไปทูลขอพระสงฆ์จากจีนให้ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในโคกุเรียง
จีนได้ส่งพระซุนเตาพร้อมพร้อมด้วยพระภิกษุและคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาเข้าไปเผยแพร่เป็นครั้งแรกนับได้ว่าพระพุทธศาสนาตั้งมั่นอยู่ในเกาหลีตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ต่อมาประมาณอีก
๑๓ ปี พระภิกษุชาวอินเดีย ชื่อว่า รามานันทะ
เข้าไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอาณาจักรปักเชและพระพุทธศาสนาก็ได้เจริญรุ่งเรืองในอาณาจักรปักเชจนกลายเป็นศาสนาประจำชาติ
ส่วนในอาณาจักรสิลละ พระภิกษุจีนชื่อ อาเต็ก
ได้เดินทางจากอาณาจักรโคกุเรียงเข้าไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ถึงแม้จะได้รับการต่อต้านบ้างแต่คำสอนทางพระพุทธศาสนาก็เป็นเครื่องช่วยให้ประชาชนได้รับการศึกษา
เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและสร้างความสามัคคีภายในชาติ
กษัตริย์แห่งอาณาจักรนี้ได้ให้การสนับสนุนจนในที่สุดประชาชนส่วนใหญ่ก็หันมานับถือพระพุทธศาสนาทำให้พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรือง
และเป็นศาสนาประจำชาติของอาณาจักรสิลละด้วย
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๑๒๐๐ เศษ
อาณาจักรสิลละได้รวบรวมอาณาจักรทั้ง ๓
เข้าเป็นอาณาจักรเดียวกันเป็นผลสำเร็จ
ทำให้พระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมเจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น
ปี พ.ศ. ๑๙๓๕ เมื่อราชวงศ์โซซอน
ซึ่งเชิดชูและนับถือลัทธิของจื้อให้เป็นศาสนาประจำชาติ
ทำให้มีการกดขี่ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาพระสงฆ์ต้องหลีกหนีไปอยู่ตามป่าเขา
ทำให้พระพุทธศาสนาในเกาหลีเริ่มเสื่อมลงตามลำดับ จนกระทั่ง
พ.ศ. ๒๔๕๓ เกาหลีได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น
ราชวงศ์เกาหลีก็สิ้นสุดลง
เมื่อญี่ปุ่นเข้าปกครองเกาหลีก็ได้ออกกฎข้อบังคับควบคุมวัดวาอารามต่าง
ๆ และพยายามก่อความเสียหายให้เกิดขึ้นแก่คณะสงฆ์ เช่น
ส่งเสริมให้พระสงฆ์มีครอบครัวได้และดำรงชีวิตเหมือนฆราวาส
จุดประสงค์ก็เพื่อทำลายพระพุทธศาสนา
ตอนปลายสงครามโลกครั้งที่สอง
กองทัพสหภาพโซเวียต และสหรัฐอเมริกาได้เข้ายึดเกาหลีจากญี่ปุ่น
เมื่อ พ.ศ.
2488
เกาหลีถูกแบ่งเป็น 2
ประเทศ ที่เส้นขนานที่ 38 องศาเหนือ
กล่าวคือ ทางตอนเหนืออยู่ภายใต้การคุ้มครองดูแลของสหภาพโซเวียต
มีชื่อประเทศว่า
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีทางตอนใต้อยู่ภายใต้การดูแลของสหรัฐอเมริกามีชื่อประเทศว่า
สาธารณรัฐเกาหลีเมื่อเกาหลีพ้นจากการปกครองของญี่ปุ่นแล้วชาวพุทธทั้งหลายในเกาหลีโดยเฉพาะพระภิกษุสงฆ์ได้มีการเคลื่อนไหว
โดยการประชุมใหญ่แล้วลงมติให้รัฐบาลยกเลิกข้อบังคับต่าง ๆ
ที่ขัดแย้งกับหลักของพระพุทธศาสนาซึ่งตราขึ้นในสมัยที่ญี่ปุ่นยึดครอง
พร้อมทั้งให้คณะสงฆ์มีการปกครองตนเอง
โดยมีสำนักงานอยู่ในนครหลวงและจังหวัดต่าง ๆ
ให้มีสภาบริหารตนเองซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของสำนักงานใหญ่
และได้มีการจัดประชุมเพื่อตราธรรมนูญปกครองคณะสงฆ์ขึ้นที่สำนักงานใหญ่
เมื่อ พ.ศ. 2489
ปัจจุบัน
พระพุทธศาสนาในเกาหลีเหนือเสื่อมลงตามลำดับเพราะอยู่ภายใต้การปกครองด้วยลัทธิคอมมิวนิสต์
พระพุทธศาสนาจึงเจริญรุ่งเรืองในประเทศเกาหลีใต้
โดยคณะสงฆ์ได้มุ่งเน้นด้านการศึกษา
มีมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของเกาหลีคือ มหาวิทยาลัยดงกุก
ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2449 ใน พ.ศ.
2507
คณะสงฆ์เกาหลีใต้ได้แปลและจัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับเกาหลีขึ้น
เรียกว่า
ศูนย์แปลพระไตรปิฎกเกาหลีในเกาหลีใต้มีพลเมืองที่นับถือพระพุทธศาสนานิกายเซนผสมกับความเชื่อในพระอมิตาพุทธ
และพระศรีอารยเมตไตรย หรือพระเมตตรัยโพธิสัตว์
พระพุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่น
พระพุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่น
เป็นพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน เผยแพร่โดยผ่านทางประเทศเกาหลี
ซึ่งในหนังสือ "๒๕๐๐ ปี
แห่งพระพุทธศาสนา" (๒๕๐๐
YEARS OF BUDDHISM)
ได้แบ่งยุคพระพุทธศาสนาในญี่ปุ่น
ดังนี้
ยุคที่
๑
สมัยที่พระพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น
(พุทธศตวรรษที่
๑๑-๑๒) เมื่อพระพุทธศาสนาเข้าไปสู่ประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก
(พ.ศ.
๑๐๙๕) ศาสนาดั้งเดิมของญี่ปุ่นคือศาสนาชินโต
ทำให้พระภิกษุในพระพุทธศาสนาต้องยอมรับลัทธิการบูชาบรรพบุรุษและการยอมรับการบูชาเทวดาต่าง
ๆ ของศาสนาชินโตเข้ามารวมไว้ในพระพุทธศาสนา ทำให้
เกิดการผสมผสานระหว่างศาสนาพุทธและศาสนาชินโต ในระยะเวลาต่อมา
พระพุทธศาสนาได้รับความอุปถัมภ์จากชนชั้นสูงของญี่ปุ่น
ทำให้การเผยแพร่ศาสนาเป็นไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อเจ้าชายโชโตกุ
(พ.ศ. ๑๑๑๗-๑๑๖๔)
ได้รับการสถาปนาเป็นมกุฏราชกุมารของญี่ปุ่นและเป็นผู้สำเร็จราชการ
ของจักรพรรดินีซูอิโกะ
พระองค์มีความเลื่อมใสศรัทธาและสนพระทัยใฝ่ใจ
ในการศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง
ทรงเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนามาก
ได้ทรงร่างรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่ง เรียกว่า "รัฐธรรมนูญ ๑๗ มาตรา"
(พ.ศ. ๑๑๔๗)
ซึ่งเป็นการยกย่องพระพุทธศาสนาไว้อย่างสูงยิ่ง
ทำให้พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่ง
ยุคที่
๒
สมัยที่ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาว่าเป็นศาสนาประจำชาติ
(พุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๙)
ในสมัยนี้มีการตั้งพระพุทธศาสนาขึ้นมา ๒ นิกาย ได้แก่
นิกายเทนได
ซึ่งท่านไซโจเป็นผู้ให้กำเนิด และนิกายชินงอน
มีท่านกุไกเป็นผู้ให้กำเนิด
อย่างไรก็ตามทั้ง๒นิกายนี้มีความปรารถนาที่จะให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
มีการอบรมพระให้อยู่ในระเบียบวินัยซึ่งกาลต่อมาพระพุทธศาสนาก็ได้รับความนิยมจากประชาชนมากขึ้นและกลายเป็นศาสนาประจำ
ชาติในที่สุด ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ ๑๕
ประชาชนจำนวนมากได้หันมาสนใจและมีความศรัทธาเลื่อมใสใน
"พระอมิตาภพุทธเจ้า"
โดยหวังว่าเมื่อตายไปแล้วจะได้ไปเกิดบนสวรรค์สุขาวดี (pure
land)
ทำให้เกิดนิกายใหม่ ๆ ขึ้นมาอีกมากมาย เช่น นิกายสุขาวดี
(โจโด)
มีท่านโฮเนนเป็นผู้ก่อตั้ง (พ.ศ. ๑๗๑๘) มีหลักคำสอนว่า
สุขาวดีเป็นแดนอมตสุข
ผู้จะไปถึงได้ด้วยออกพระนามพระอมิตาภพุทธนิกายนี้มี
นิกายย่อยอีกมาก เช่น
สุขาวดีแท้ ตั้งโดยชินแรนมีคติว่า ไม่มีพระ ไม่มีฆราวาส
ทำให้พระในนิกายนี้มีภรรยาได้ ฉันเนื้อได้
มีความเป็นอยู่อย่างฆราวาส และนิกายเซน
(ชยาน
หรือ ฌาน) นิกายนี้ถือว่า ทุกคนมีธาตุพุทธะอยู่ในตัว
ทำอย่างไรจึงจะให้ธาตุพุทธะนี้ปรากฎออกมาได้โดยความสามารถของตัวเอง
สอนให้ดำเนินชีวิตอย่างง่ายให้เข้าถึงโพธิญาณอย่างฉับพลัน
ซึ่งคนชั้นสูงและพวกนักรบนิยมนิกายนี้มาก
และเป็นต้นกำเนิดของลัทธิบูชิโต
เป็นต้น
ยุคที่
๓
สมัยต่อมาจนถึงปัจจุบัน (พุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๖)
ในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๒
เมื่อโตกุงาวะเป็นโชกุนนั้นพระพุทธศาสนาได้เป็นศาสนาประจำชาติและได้รับความค้มมครองเป็นอย่างดียิ่ง
จนถึงปี พ.ศ. ๒๑๑๖
เมื่อโนบุนางะมีอำนาจและได้ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อพระพุทธศาสนา
มีการทำลายวัดวาอารามทางพระพุทธศาสนา
เนื่องจากโนบุนางะเป็นผู้นับถือศาสนาอื่น
แต่ต่อมาโนบุนางะก็ถูกฆ่าตาย เมื่อหิเดโยชิมีอำนาจ
ท่านได้หันมาสนับสนุนพระพุทธศาสนาอีกวาระหนึ่ง
ทำให้พระพุทธศาสนามีโอกาสเจริญรุ่งเรืองขึ้นอีก
จนถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๓
เป็นต้นมาพระพุทธศาสนาก็หยุดชะงักความเจริญไประยะหนึ่ง
ในปัจจุบันนี้
ญี่ปุ่นมีวัดมาก
มีองค์การพระพุทธศาสนาและมีมหาวิทยาลัยทางพระพุทธศาสนามากกว่าประเทศใด
ๆ ในโลก
ประชาชนชาวญี่ปุ่นกว่าร้อยละ
๗๕นับถือทั้งศาสนาชินโตและพระพุทธศาสนา
มีพระสงฆ์หรือนักบวช ๑ ล้านเศษ มีวัดประมาณ ๘๐,๐๐๐
วัด