ธรรมศึกษา  ชั้นโท

.   ประวัติ  พระมหากัสสปเถระ

สถานะเดิม

                      พระมหากัสสปเถระ   ชื่อเดิมว่า  ปิปผลิ  เป็นชื่อที่บิดาและมารดาตั้งให้  แต่มักเรียกกันตามโคตรว่า     กัสสปะ

                      บิดาชื่อ     กปิละ      มารดาไม่ปรากฎชื่อ             เป็นวรรณะพราหมณ์ตระกูลมหาศาลเชื้อสายกัสสปโคตร

                      ท่านเกิดที่หมู่บ้านพราหมณ์      ชื่อมหาติตถะ     ตั้งอยู่ในเมืองราชคฤห์    ภายหลังพระมหาบุรุษเสด็จอุบัติ

.   มูลเหตุแห่งการบวชในพระพุทธศาสนา

                       พระมหากัสสปเถระ        เป็นลูกพราหมณ์มหาศาล         บิดาและมารดาจึงต้องการผู้สืบเชื้อสายวงค์ตระกูล     ได้จัดการให้แต่งงานกับหญิงสาว            ธิดาพราหมณ์มหาศาลเหมือนกัน     ชื่อ     ภัททกาปิลานี     ในขณะท่านมีอายุได้    ๒๐    ปี    นางภัททกาปิลานีมีอายุได้     ๑๖    ปี     แต่เพราะทั้งคู่จุติมาจากพรหมโลกและบำเพ็ญเนกขัมมบารมีมา    จึงไม่ยินดีเรื่องกามารมณ์เห็นโทษของการครองเรือนว่า            ต้องคอยเป็นผู้รับบาปจากการกระทำของผู้อื่น       ในที่สุดทั้งสองได้ตัดสินใจออกบวชโดยยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้แก่ญาติและบริวาร     พวกเขาได้ไปซื้อผ้ากาสาวพัสตร์และบาตรดินจากตลาด     ต่างฝ่ายต่างปลงผมให้แก่กันเสร็จแล้วครองผ้ากาสาวพัสตร์สะพายบาตร                ลงจากปราสาทไปอย่างไม่มีความอาลัย

                      เมื่อปิปผลิและภัททกาปิลานีเดินทางไปด้วยกันได้ระยะหนึ่งแล้วปรึกษากันว่าการปฏิบัติเช่นนี้         ทำให้          ผู้พบเห็นติเตียนได้ เป็นการไม่สมควร        จึงแยกทางกัน      นางภัททกาปิลานีไปถึงสำนักนางภิกษุณีแห่งหนึ่ง        แล้วบวชเป็นนางภิกษุณีภายหลังได้บรรลุพระอรหัตผล

                       เมื่อทั้งสองคนแยกทางกัน      พระศาสดาประทับอยู่ที่พระคันธกุฏี    วัดเวฬุวันทรงทราบถึงเหตุนั้น    จึงได้เสด็จไปประทับนั่งที่โคนต้นพหุปุตตนิโครธ   ระหว่างเมืองราชคฤห์กับเมืองนาลันทา      เพื่อรอรับการมาของเขา      ต้นนิโครธนั้นมีลำต้นสีขาว     ใบสีเขียวผลสีแดง     ปิปผลิเห็นพระองค์แล้วคิดว่า     ท่านผู้นี้     จักเป็นศาสดาของเรา        เราจักบวชอุทิศพระศาสดาองค์นี้     จึงน้อมตัวลงเดินเข้าไปหา     ไหว้    ๓    ครั้ง     แล้วกราบทูลว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ     ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงเป็นศาสดาของข้าพระองค์         ข้าพระองค์เป็นสาวก     ลำดับนั้น      พระศาสดาได้บวชให้ท่านด้วยทรงประทานโอวาท    ๓    ข้อ    คือ

                       .   ดูก่อนกัสสปะ     เธอพึงศึกษาว่า    เราจักเข้าไปตั้งความละอาย       และความเกรงใจในภิกษุทั้งที่เป็น      เถระ    ปานกลาง    และบวชใหม่

                       .   ธรรมใดเป็นกุศล     เราจักเงี่ยโสตลงฟังธรรมนั้น     พิจารณาเนื้อความนั้น (ของธรรมนั้น )

                        เราจักไม่ทิ้งกายคตาสติ    คือพิจารณาร่างกาย เป็นอารมณ์   อยู่เสมอ วิธีบวชอย่างนี้เรียกว่า     โอวาทปฏิคคณูปสัมปทา     แปลว่า     การบวชด้วยการรับโอวาท

.   การบรรลุธรรม

                       ครั้นบวชให้ท่านเสร็จแล้ว      พระศาสดาทรงให้ท่านเป็นปัจฉาสมณะเสด็จไปตามทางได้หน่อยหนึ่ง      ทรงแวะข้างทาง     แสดงอาการจะประทับนั่ง     พระเถระทราบดังนั้นจึงปูผ้าสังฆาฏิอันเป็นแผ่นผ้าผืนเก่าของตน       เป็น     ๔     ชิ้น       ที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง พระศาสดาประทับนั่งบนสังฆาฏินั้นเอาพระหัตถ์ลูบผ้าพลางตรัสว่า     กัสสปะ     สังฆาฏิอันเป็นแผ่นผ้าเก่าผืนนี้ของเธอ      อ่อนนุ่ม    พระเถระรู้ความประสงค์จึงกราบทูลว่า     ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า     จงทรงห่มผ้าสังฆาฏินี้เถิด       พระเจ้าข้า      แล้วเธอจะห่มผ้าอะไร         พระศาสดาตรัสถาม     พระเถระกราบทูลว่า     เมื่อได้ผ้าสำหรับห่มของพระองค์     ข้าพระองค์จักห่มได้พระเจ้าข้า      พระศาสดาได้ทรงประทานผ้าห่มของพระองค์แก่พระเถระ ๆ       ได้ห่มผ้าของพระศาสดา         มิได้ทำความถือตัวว่า              เราจะได้จีวรเครื่องใช้สอยของพระพุทธเจ้าแต่คิดว่าตั้งแต่นี้ไปเราจะทำอะไรให้ดีกว่านี้อีก     จึงได้สมาทานธุดงค์     ๑๓     ข้อ     ในสำนักพระศาสดา        หลังจากบวชได้     ๘     วัน     ก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา

.   งานประกาศพระศาสนา

                       พระมหากัสสปเถระ     เป็นพระสันโดษมักน้อย     ถือธุดงค์เป็นวัตร      ธุดงค์ ๓     ข้อที่ถือตลอดชีวิตคือ      ๑.    ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร           ๒ เที่ยวบินฑบาตเป็นวัตร   ๓.   อยู่ป่าเป็นวัตร     การเผยแผ่พระพุทธศาสนา        ของท่านจึงไปในทางเป็นแบบอย่างที่ดีของคนรุ่นหลังมากกว่าการแสดงธรรม      ท่านได้แสดงคุณแห่งการถือธุดงค์ของท่านแก่พระศาสดา     ๒     ประการคือ

                       .   เป็นการอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน

                       .   เพื่ออนุเคราะห์คนรุ่นหลัง จะได้ถือปฏิบัติตาม

                       พระศาสดาทรงประทานสาธุการแก่ท่าน     แล้วตรัสว่า       เธอได้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์และความสุขแก่ตนแก่ชนเป็นอันมาก     ทรงสรรเสริญท่านว่า         เป็นผู้มักน้อย  สันโดษ      ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายให้ถือเป็นแบบอย่าง     ดังนี้

                       กัสสปะ     เข้าไปสู่ตระกูล        ชักกายและใจออกห่างประพฤติตนเป็นคนใหม่ไม่คุ้นเคยอยู่เป็นนิตย์       ไม่คะนองกายวาจาใจ      จิตไม่ข้องอยู่ในสกุลนั้น        เพิกเฉย  ตั้งจิตเป็นกลางว่า     ผู้ใคร่ลาภจงได้ลาภ     ผู้ใคร่บุญ     จงได้บุญ          ตนได้ลาภมีใจฉันใด  ผู้อื่นก็มีใจฉันนั้น

                      .   กัสสปะ     มีจิตประกอบด้วยเมตตา      แสดงธรรมแก่ผู้อื่น

                       ทรงสั่งสอนภิกษุให้ประพฤติดีประพฤติชอบ     โดยยกท่านพระมหากัสสปะเป็นตัวอย่าง

                         งานประกาศพระศาสนาที่สำคัญที่สุดของพระมหากัสสปเถระ            คือเป็นประธานการทำสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งแรก                   เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว     ปฐมสังคายนานี้      มีความสำคัญมากได้ช่วยรักษาคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ดำรงมั่นคงมาจวบถึงทุกวันนี้

.   เอตทัคคะ

                        พระมหากัสสปเถระ                   ได้รับการสรรเสริญจากพระศาสดาเป็นต้นว่า    เปรียบเสมือนด้วยพระจันทร์     เข้าไปยังตระกูลทั้งหลายไม่คะนองกาย     ไม่คะนองจิต    เป็นผู้ใหม่อยู่เป็นนิตย์      ไม่เย่อหยิ่ง      วันหนึ่ง      เมื่อประทับนั่ง       ในท่ามกลางหมู่พระอริยเจ้า    ทรงตั้งพระเถระไว้ในตำแหน่งผู้เลิศแห่งภิกษุทั้งหลาย             ผู้ทรงธุดงค์และกล่าวสอนธุดงค์ว่า       ภิกษุทั้งหลาย      กัสสปะนี้     เป็นผู้เลิศแห่งภิกษุสาวกทั้งหลายของเรา          ผู้ทรงธุดงค์และกล่าวสอนธุดงค์

.   บุญญาธิการ

                      นับย้อนหลังไปแสนกัปแต่กัปนี้        พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า       ปทุมุตตระ      ได้เสด็จอุบัติในโลก       พระมหากัสสปเถระนี้ได้เกิดเป็นกุฏุมพีนามว่า       เวเทหะ      ในพระ

นครหังสวดีนับถือรัตนตรัย         ได้เห็นพระสาวกผู้เลิศทางธุดงค์นามว่า            มหานิสภเถระ  เลื่อมใส่ในปฏิปทาของท่าน       จึงนิมนต์พระปทุมุตตรพุทธเจ้า           พร้อมพระสงฆ์มาถวายภัตตาหารแล้วตั้งความปรารถนาตำแหน่งนั้น       ได้กระทำบุญกรรมต่าง ๆ       มาตลอดหลายพุทธันดร    ในชาติสุดท้ายได้มาเกิดเป็นพระมหากัสสปเถระ      ได้รับตำแหน่งสมดังปรารถนาทุกประการ

ธรรมวาทะ

                      ผู้ใดไม่มีความเคารพในเพื่อนพรหมจรรย์ ผู้นั้นย่อมอยู่ห่างพระสัทธรรมเหมือนแผ่นดินที่อยู่ห่างจากฟ้า

                      ผู้มีหิริและโอตตัปปะประจำใจตลอดเวลา       ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมงอกงามภพใหม่ย่อมไม่มี

                      ภิกษุผู้ฟุ้งซ่านง่อนแง่น       ถึงจะห่มผ้าบังสุกุลก็ไม่งาม            ไม่ต่างจากลิงห่มหนังเสือ

                      ภิกษุผู้ไม่ฟุ้งซ่านมั่นคง        มีปัญญา    สำรวมอินทรีย์ห่มผ้าบังสุกุล       ย่อมงามเหมือนราชสีห์     บนยอดขุนเขา

ปรินิพพาน

                       พระมหากัสสปเถระ      เมื่อทำสังคายนาพระธรรมวินัยเรียบร้อยแล้ว       ได้จำพรรษาอยู่ที่เวฬุวนาราม      มีอายุประมาณ    ๑๒๐    ปี     จึงปรินิพพาน    ณ   ระหว่างกลางกุกกุฏสัมปาตบรรพตทั้ง     ๓    ลูก     ในกรุงราชคฤห์

อนุพุทธประวัติ

1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37