|
ธรรมศึกษา ชั้นโท
๓.
ประวัติ พระสารีบุตรเถระ
๑.
สถานะเดิม
พระสารีบุตรเถระ
ชื่อเดิมว่า อุปติสสะ
เป็นชื่อที่บิดามารดาตั้งให้
เพราะเป็นบุตรของตระกูลผู้เป็นหัวหน้าในอุปติสสคาม
บิดา ชื่อ
วังคันตพราหมณ์
มารดา ชื่อ
นางสารี หรือรูปสารี
เกิดที่อุปติสสคาม
ไม่ไกลพระนครราชคฤห์ ก่อนการอุบัติแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย
๒.
มูลแห่งการบวชในพระพุทธศาสนา
อุปติสสะมีสหายคนหนึ่งชื่อ โกลิตะ
เป็นบุตรของตระกูลผู้เป็นหัวหน้าในโกลิตคาม
ทั้งสองมีฐานะทางครอบครัวเสมอกัน
จึงไปมาหาสู่และไปเที่ยวด้วยกันเป็นประจำ
อยู่มาวันหนึ่ง
คนทั้งสองนั้นกำลังดูมหรสพบนยอดเขาในกรุงราชคฤห์ เห็นมหาชนประชุมกัน
ได้ความสังเวชว่าคนเหล่านี้ทั้งหมด
ภายในร้อยปีเท่านั้นก็จะเข้าสู่ปากของมัจจุราช จึงตัดสินใจว่า
ควรแสวงหาโมกขธรรม และเมื่อจะแสวงหาโมกขธรรมนั้น
ควรได้บรรพชาสักอย่างหนึ่ง จึงพากันไปบวช ในสำนักของสัญชัยปริพาชกพร้อมกับมาณพ
๕๐๐ คน
ทั้งสองนั้นเรียนลัทธิของสัญชัยได้ทั้งหมดโดยเวลาไม่นานนัก
ไม่เห็นสาระของลัทธินั้น จึงไปถามปัญหากับสมณพราหมณ์ที่เขาสมมติกันว่า
เป็นบัณฑิตในที่นั้น ๆ สมณพราหมณ์เหล่านั้น
ถูกคนทั้งสองถามแล้วแก้ปัญหาไม่ได้ แต่คนทั้งสองนั้นแก้ปัญหาสมณพราหมณ์ทั้งหลายได้ เมื่อเป็นอย่างนั้น
คนทั้งสองนั้น เมื่อจะแสวงหาโมกขธรรมต่อไป จึงได้ทำกติกากันว่า
ใครบรรลุอมตธรรมก่อน จงบอกแก่อีกคนหนึ่ง
วันหนึ่ง
อุปติสสปริพาชกไปยังปริพาชการาม เห็นพระอัสสชิเถระเที่ยวบิณฑบาตอยู่ในกรุงราชคฤห์
คิดว่า บรรพชิตผู้สมบูรณ์ด้วยมรรยาทอย่างนี้
เราไม่เคยเห็น
ชื่อว่าธรรมอันละเอียดน่าจะมีในบรรพชิตนี้ จึงเกิดความเลื่อมใสมองดูท่าน
ได้ติดตามไปเพื่อจะถามปัญหา
ฝ่ายพระเถระได้บิณฑบาตแล้ว
ไปยังโอกาสอันเหมาะสมเพื่อจะฉันอาหารปริพาชกได้ตั้งตั่งของตนถวาย
เมื่อพระเถระฉันเสร็จแล้วได้ถามถึงศาสดา พระเถระอ้างเอาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ปริพาชกถามอีกว่าศาสดของท่านมีวาทะอย่างไร พระเถระตอบว่าธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ
พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และเหตุแห่งความดับแห่งธรรมเหล่านั้น
พระมหาสมณะตรัสอย่างนี้
อุปติสสปริพาชก
ได้ดวงตาเห็นธรรม คือบรรลุโสดาปัตติผล ด้วยการฟังธรรมนี้แล้วกลับไปบอกเพื่อน
และแสดงธรรมให้ฟัง โกลิตะก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเหมือนกันจึงพากันไปลาอาจารย์สัญชัยเพื่อไปเฝ้าพระศาสดา
พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นสองสหายพร้อมกับบริวารแต่ไกล
ได้ตรัสว่านี้จะเป็นคู่สาวกชั้นเลิศของเรา ทรงแสดงธรรมตามจริยาแห่งบริวารของสหายทั้งสองให้ดำรงอยู่ในพระอรหัตแล้ว
ได้ประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาแก่พวกเขา
พร้อมกับอุปติสสะและโกลิตะด้วย
เมื่อทั้งสองบวชแล้ว ภิกษุทั้งหลายเรียก
อุปติสสะว่า สารีบุตร
เรียกโกลิตะว่า โมคคัลลานะ
๓.
การบรรลุธรรม
พระสารีบุตรบวชได้กึ่งเดือน (๑๕ วัน )
อยู่ในถ้ำสุกรขตะ (
ส่วนมากเรียกสุกรขาตา ) กับพระศาสดา
เมื่อพระศาสดาทรงแสดงเวทนาปริคคหสูตรแก่ทีฆนขปริพานชกผู้เป็นหลานของตน
ส่งญาณไปตามพระธรรมเทศนาได้บรรลุพระอรหัตถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ เหมือนบุคคลบริโภคภัตที่เขาคดมาเพื่อผู้อื่นพระอัครสาวกทั้งสองบรรลุพระอรหัต
ถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณในที่ใกล้พระศาสดาทั้งคู่
คือ พระสารีบุตรฟังเวทนาปริคคหสูตรในถ้ำสุกรขตะ
พระโมคคัลลานะฟังธาตุกรรมฐานที่กัลลวาลมุตตคาม
๔.
งานประกาศพระศาสนา
พระสารีบุตรเถระ
นับว่าได้เป็นกำลังสำคัญยิ่งในการช่วยพระศาสดาประกาศพระพุทธศาสนา
มีคำเรียกท่านว่าพระธรรมเสนาบดี ซึ่งคู่กับคำเรียกพระศาสดาว่าพระธรรมราชา
ท่านเป็นที่ไว้วางพระทัยของพระศาสดามากที่สุด
ดังพระพุทธดำรัสที่ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงเสพ
จงคบ สารีบุตร และโมคคัลลานะเถิด ทั้ง ๒ รูปนี้เป็นบัณฑิต
อนุเคราะห์เพื่อนพรหมจรรย์ สารีบุตร เปรียบเหมือนผู้ให้กำเนิด
โมคคัลลานะเปรียบเหมือนผู้บำรุงเลี้ยงทารกที่เกิดแล้ว
สารีบุตรย่อมแนะนำในโสดาปัตติผล
โมคคัลลานะย่อมแนะนำในผลชั้นสูงขึ้นไป
๕.
เอตทัคคะ
พระสารีบุตรเถระ
ภายหลังจากบรรลุพระอรหัตแล้วเป็นผู้มีปัญญามากสามารถแสดงธรรมได้ใกล้เคียงกับพระศาสดา
และสามารถโต้ตอบกำราบปราบปรามพวกลัทธิภายนอกที่มาโต้แย้งคัดค้านพระธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาได้อย่างดี
พระศาสดาจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งพระอัครสาวกเบื้องขวา และเอตทัคคะว่า
เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีปัญญามาก ดังพระพุทธดำรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรนี้เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีปัญญามาก
๖.
บุญญาธิการ
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า อโนมทัสสี
เสด็จอุบัติในโลก พระสารีบุตรเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล
ได้เห็นพระนิสภเถระ พระอัครสาวกเบื้องขวาของพระองค์ได้กล่าวอนุโมทนา อาสนะดอกไม้ แก่ดาบสทั้งหลาย
มีความเลื่อมใส ปรารถนาฐานันดรนั้นในใจว่า โอหนอ
แม้เราก็พึงเป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตเหมือนพระนิสภเถระนี้
จึงถวายบังคมพระศาสดา แล้วกระทำความปรารถนาอย่างนั้น
พระศาสดาทรงเห็นว่า ความปรารถนาของเขาจะสำเร็จ โดยไม่มีอันตราย
จึงพยากรณ์ว่า เมื่อเวลาล่วงไปหนึ่งอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปแต่กัปนี้ไป
จักได้เป็นอัครสาวกของพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า
มีนามว่าสารีบุตร ท่านได้บำเพ็ญบารมี มีทานเป็นต้น มาตลอดมิได้ขาดจนชาติสุดท้ายได้ถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางรูปสารีในอุปติสส-คาม
ไม่ไกลจากพระนครราชคฤห์ และได้รับเอตทัคคะตามความปรารถนาทุกประการ
๗.
ธรรมวาทะ
คนที่ทูนของหนักไว้บนศีรษะตลอดเวลา ต้องลำบากด้วยภาระ
ฉันใด ภาระที่เราแบกอยู่ก็ ฉันนั้น
เราถูกไฟ ๓ กอง เผาอยู่ เป็นผู้แบกภาระคือภพ
เหมือนยกภูเขาพระสุเมรุมาวางไว้บนศีรษะ ท่องเที่ยวไปในภพ
คนผู้มีใจต่ำ เกียจคร้าน ทิ้งความเพียรมีสุตะน้อย
ไม่มีมารยาท อย่าได้สมาคมกับเรา ในที่ทุกสถาน
ในกาลทุกเมื่อ
ส่วนคนผู้มีสุตะมาก มีปัญญา
ตั้งมั่นในศีลเป็นผู้ประกอบด้วยความสงบใจ ขอจงตั้งอยู่บนกระหม่อมของเราตลอดเวลา
๘.
ปรินิพพาน
พระสารีบุตรเถระปรินิพพานก่อนพระศาสดา โดยได้กลับไปปรินิพพานที่บ้านเกิดของท่าน
ก่อนปรินิพพาน ท่านได้ไปทูลลาพระศาสดาแล้วเดินทางไปกับพระจุนทเถระน้องชาย
ได้เทศนาโปรดมารดาของท่านให้บรรลุโสดาปัตติผล แล้วปรินิพพานด้วยโรคปักขันทิกาพาธ
พระจุนทเถระพร้อมด้วยญาติพี่น้องทำฌาปนกิจสรีระของท่านแล้วเก็บอัฐิธาตุไปถวายพระศาสดา
ที่เชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี
ทรงโปรดให้ก่อเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุของท่านไว้ที่เชตวันมหาวิหารนั้น
 |
อนุพุทธประวัติ |
 |
|