ธรรมศึกษา  ชั้นโท

๑๕.   ประวัติ  พระอนุรุทธะเถระ

สถานะเดิม

                 พระอนุรุทธเถระ      พระนามเดิม        เจ้าชายอนุรุทธะ      เป็นพระนามที่พระญาติทั้งหลายขนานให้

                      พระบิดา      พระนามว่า      อมิโตทนะ      เป็นพระอนุชาของพระเจ้าสุทโะทนะ

                     มีพี่น้องร่วมพระมารดาเดียวกัน      ๒     พระองค์            คือ      .   พระเชษฐา พระนามว่า       เจ้าชายมหานามะ       ๒ พระกนิษฐภคินี      พระนามว่า     โรหิณี

. มูลเหตุแห่งการบวชในพระพุทธศาสนา

                       เมื่อพระศาสดาทรงทำการสงเคราะห์ญาติ      แล้วเสด็จจากกบิลพัสดุ์ไปประทับอยู่ที่อนุปิยอัมพวัน     สมัยนั้น     เจ้าชายมหานามะ     เสด็จเข้าไปหาเจ้าชายอนุรุทธะ     ตรัสว่า      พ่ออนุรุทธะบัดนี้         ศากยกุมารผู้มีชื่อเสียงพากันบวชตามพระผู้มีพระภาคเจ้า        แต่ตระกูลของเรายังไม่มีใครบวชเลย       เธอหรือพี่จะต้องบวช      ในที่สุดเจ้าชายอนุรุทธะตัดสินพระทัยบวชเองจึงพร้อมด้วยกษัตริย์อีก     ๕     พระองค์คือ       ภัททิยะ      อานันทะ        ภคุ   กิมพิละ      และเทวทัต      พร้อมกับอุบาลีภูษามาลา      ได้ไปเฝ้าพระศาสดาที่อนุปิยอัมพวัน           ทูลขอบรรพชาอุปสมบท

.   การบรรลุธรรม

                      พระอนุรุทธเถระนี้    ครั้นบวชแล้วได้เรียนกรรมฐานในสำนักพระธรรมเสนาบดีแล้วได้ไปประจำอยู่ที่ปาจีนวังสทายวัน        ในเจติยรัฐ บำเพ็ญสมณธรรม     ตรึกมหาปุริสวิตกได้    ๗     ข้อ      คือ

                        .   ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้มีความปรารถนาน้อย      ไม่ใช่ของผู้มีความมักมาก

                       .   ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้สันโดษยินดีด้วยของที่มีอยู่   ไม่ใช่ของผู้ไม่สันโดษ

                       .    ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้สงัดแล้ว       ไม่ใช่ของผู้ยินดีในหมู่คณะ

                       .    ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้ปรารภความเพียร      ไม่ใช่ของผู้เกียจคร้าน

                       .    ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้มีสติมั่นคง       ไม่ใช่ของคนหลง

                       .    ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้มีใจมั่นคง        ไม่ใช่ของผู้มีใจไม่มั่นคง

        .    ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้มีปัญญา  ไม่ใช่ของผู้ทรามปัญญา

          พระศาสดาทรงทราบว่า     ท่านลำบากในมหาปุริสวิตกข้อที่    ๘    จึงเสด็จไปยังที่นั้นตรัสอริยวังสปฏิปทา  ว่าด้วยการอบรมความสันโดษในปัจจัย  ๔  และยินดีในการเจริญกุศลธรรม       แล้วตรัสมหาปุริสวิตก       ข้อที่     ๘     ให้ บริบูรณ์ว่า

                         .    ธรรมนี้เป็นของผู้ยินดีในธรรมที่ไม่เนิ่นช้า         ไม่ใช่ของผู้ยินดีในธรรมที่เนิ่นช้า

                 พอเมื่อพระศาสดาเสด็จไปยังเภสกลาวัน  ท่านพระอนุรุทธเถระ ก็ได้เป็นพระขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์       เป็นพระอรหันต์ มีวิชา   ๓

งานประกาศพระศาสนา

                       ชีวประวัติของท่านน่าศรัทธาเลื่อมใส       จากผู้ที่เป็นสุขุมาลาชาติที่สุด      ไม่รู้จักและไม่เคยได้ยินคำว่า        ไม่มี          ต้องการอะไรได้ทั้งนั้น               แต่เมื่อเข้าบวชในพระพุทธศาสนาแล้วกลับเป็นผู้มักน้อยสันโดษ          เก็บผ้าจากกองขยะมาทำไตรจีวรนุ่งห่ม     โดยไม่มีความรังเกียจ       กลับมีความยินดีว่านั่นเป็นการ      ปฏิบัติตามนิสัย      คือที่พึงพาอาศัยของภิกษุ      ๔     ประการ

.   เอตทัคคะ

                      พระอนุรุทธเถระได้บรรลุพระอรหัตพร้อมวิชา     ๓     คือ     บุพเพนิวาสานุสสติญาณ        ทิพพจักขุญาณ       และอาสวักขยญาณ       ตามปกตินอกจากเวลาฉันภัตตาหารเท่านั้น    นอกนั้นท่านจะพิจารณาตรวจดูสัตวโลกด้วยทิพพจักขุญาณ เปรียบกับคนธรรมดาก็เหมือนกับ     ผู้มีใจเอื้ออาทรคอยเอาใจใส่ดูแลทุกข์สุขของผู้อื่นตลอดเวลา )      เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงยกย่องท่านว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ได้ทิพยจักษุญาณ

บุญญาธิการ

                     พระอนุรุทธเถระนี้       ได้สร้างสมบุญกุศลที่จะอำนวยผลให้เกิดทิพยจักษุญาณในพุทธกาลเป็นอันมาก       คือได้ทำการบูชาด้วยประทีปอันโอฬารที่พระสถูปเจดีย์         ด้วยผลบุญอันนี้จึงทำให้ได้บรรลุทิพยจักษุญาณ       สมกับปณิธานที่ตั้งไว้

ปรินิพพาน

                       พระอนุรุทธเถระ        ครั้นได้เป็นพระขีณาสพ        สิ้นชาติสิ้นภพ         อยู่จบพรหมจรรย์เสร็จหน้าที่ส่วนตัวของท่านแล้วได้ช่วยพระศาสดาประกาศพระพุทธศาสนา     จนถึงพระศาสดาปรินิพพาน       ก็ได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย             เป็นผู้ที่รู้ว่าพระศาสดานิพพานเมื่อไร       อย่างไร      สุดท้ายท่านเองก็ได้ละสังขารปรินิพพาน       ไปตามสัจธรรม

อนุพุทธประวัติ

1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37