ธรรมศึกษา  ชั้นโท

๑๒.   ประวัติ พระราหุลเถระ

สถานะเดิม

                  พระราหุลเถระ      นามเดิม      ราหุล        เป็นพระนามที่ตั้งตามอุทานของพระสิทธัตถะ      พระราชบิดา     ที่ตรัสว่า      ราหุลํ      ชาตํ      เครื่องผูกเกิดขึ้นแล้ว      เมื่อทรงทราบข่าวว่า       พระกุมารประสูติ

                  พระบิดา      ทรงพระนามว่า      สิทธัตถะ

                  พระมารดา      ทรงพระนามว่า      ยโสธรา      หรือพิมพา

.   มูลเหตุแห่งการบวชในพระพุทะศาสนา

                       พระศาสดาเสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์     ในวันที่     ๓     ทรงบวชให้นัทกุมารในวันที่    ๗    พระมารดาพระราหุลทรงให้พระกุมารไปทูลขอมรดกกับพระองค์     พระผู้มีพระภาค     ทรงพระดำริว่า       กุมารนี้อยากได้ทรัพย์ของบิดา      แต่ว่าทรัพย์นั้นพันธนาใจให้เกิดทุกข์ไม่สุขจริง      เราจะให้ทรัพย์ประเสริฐยิ่ง     ๗     ประการ      ที่เราชนะมารได้มา      จึงรับสั่งหาท่านพระสารีบุตร  มีพุทธดำรัสว่า  สารีบุตร  เธอจงจัดการให้ราหุลกุมารนี้บรรพชา   พระเถระจึงทูลถามถึงวิธีบรรพชา  พระศาสดาตรัสให้ใช้ตามวิธีติสรณคมนูปสัมปทา เปล่งวาจาถึง     พระรัตนตรัยให้พระกุมารบวช      วิธีนี้ได้ใช้กันสืบมาถึงทุกวันนี้       เรียกว่า บวชเณร

                       พระราหุลเถระนี้ได้เป็นสามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา           ครั้นอายุครบ  ๒๐     ปี      จึงอุปสมบทด้วยวิธีญัตติจตุตถกรรม

                     ในสมัยเป็นสามเณร      ท่านสนใจใคร่ศึกษาพระธรรมวินัย      ลุกขึ้นแต่เช้าเอามือทั้งสองกอบทรายได้เต็ม       แล้วตั้งความปรารถนาว่า          ขอให้ตนได้รับโอวาทจากพระศาสดาหรือพระอุปัชฌาย์อาจารย์จดจำ      และเข้าใจให้ได้จำนวนเท่าเม็ดทรายในกอบนี้

                     วันหนึ่งท่านอยู่ในสวนมะม่วงแห่งหนึ่ง        พระศาสดาเสด็จเข้าไปหา        แล้วตรัสจูฬราหุโลวาทสูตร       แสดงโทษของการกล่าวมุสา      อุปมาเปรียบกับน้ำที่ทรงคว่ำขันเททิ้งไปว่า     ผู้ที่กล่าวมุสาทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ     ความเป็นสมณะ     ของเขาก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำในขันนี้       แล้วทรงชี้ให้เห็นว่า      ไม่มีบาปกรรมอะไร        ที่ผู้หมดความละอายใจกล่าวเท็จ ทั้ง ๆ    ที่รู้จะทำไม่ได้

                      ต่อมาได้ฟังมหาราหุโลวาทสูตรใจความว่า         ให้พิจารณาร่างกายให้เห็นเป็นธาตุ      ๕     ประการ      คือ      ดิน     น้ำ     ลม     ไฟ     อากาศ      นั่นไม่ใช่ของเรา       เราไม่ได้เป็นนั่น     นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา   แล้วตรัสสอนให้อบรมจิตคิดให้เหมือนกับธาตุแต่ละอย่างว่า      แม้จะมีสิ่งที่น่าปรารถนา      หรือไม่น่าปรารถนา      ถูกต้อง     ก็ไม่มีอาการพอใจรักใคร่      หรือเบื่อหน่ายเกลียดชัง

                       สุดท้ายทรงสอนให้เจริญเมตตาภาวนา       เพื่อละพยาบาท         เจริญกรุณาภาวนาเพื่อละวิหิงสา       เจริญมุทิตาภาวนา      เพื่อละความริษยา       เจริญอุเบกขาภาวนา       เพื่อละความขัดใจ        เจริญอสุภภาวนา       เพื่อละราคะ       เจริญอนิจสัญญาภาวนา       เพื่อละอัสมิมานะ        ท่านได้พยายามฝึกใจไปตามนั้น    ในที่สุดได้สำเร็จพระอรหัตผล

งานประกาศพระศาสนา

                      พระราหุลเถระนี้        ถึงแม้จะไม่มีในตำนานว่า       ท่านได้ใครมาเป็นศิษย์บ้าง    แต่ปฏิปทาของท่าน      ก็นำมาซึ่งความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธสาสนาแก่บุคคลผู้ได้ศึกษาประวัติของท่านในภายหลัง       ว่าท่านนั้นพร้อมด้วยสมบัติ      ๒      ประการ      คือ      ชาติสมบัติและปฏิปัตติสมบัติ     เป็นผู้ไม่ประมาทรักษาศีล     สนใจใคร่ศึกษา     เคารพอุปัชฌาย์อาจารย์       มีปัญญารู้ทั่วถึงธรรม      มีความยินดีในพระศาสนา

. เอตทัคคะ

                       พระราหุลเถระนี้       เป็นผู้ใคร่ในการศึกษา       ดังได้กล่าวมาแล้ว      เพราะฉะนั้นท่านจึงได้รับยกย่องจากพระศาสดาว่า        เป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย           ผู้ใคร่ในการศึกษา

.   บุญญาธิการ

                       พระราหุลเถระนี้          ได้บำเพ็ญบุญญาธิการ            อันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมานาน      ในกาลแห่งพระปทุมุตตรพุทธเจ้า      ได้บังเกิดในเรือนผู้มีสกุล         ครั้นรู้เดียงสาแล้ว      ได้ฟังธรรมของพระศาสดาเห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในฐานะที่เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย        ผู้ใคร่ต่อการศึกษา        จึงปรารถนาตำแหน่งนั้นบ้าง        แล้วได้สร้างความดีมากมาย      มีการทำความสะอาดเสนาสนะ     และการทำประทีปให้สว่างไสวเป็นต้น  ผ่านพ้นไปอีกหลายพุทธันดร      สุดท้ายได้รับพรที่ปรารถนาไว้     ในสมัยแห่งพระพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย        ดังได้กล่าวมา

ธรรมวาทะ

             สัตว์ทั้งหลาย      เป็นดังคนตาบอด      เพราะไม่เห็นโทษในกาม     ถูกข่ายคือตัณหาปกคลุมไว้      ถูกหลังคาคือ      ตัณหาปกปิดไว้      ถูกมารผูกไว้ด้วยเครื่องผูกคือความประมาทเหมือนปลาที่ติดอยู่ในลอบ

           เราถอนกามนั้นขึ้นได้แล้ว      ตัดเครื่องผูกของมารได้แล้ว     ถอนตัณหาพร้อมทั้งรากขึ้นแล้ว    เป็นผู้เยือกเย็น     ดับแล้ว

.   ปรินิพพาน

             พระราหุลเถระ      ครั้นสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วได้ช่วยพระศาสดาประกาศพระศาสนาตลอดอายุไขยของท่าน      สุดท้ายได้ปรินิพพานดับสังขาร    เหมือนกับไฟที่เผาเชื้อหมดแล้วก็ดับไป    ณ  แท่นกัมพลศิลาอาสน์       ที่ประทับของท้าวสักเทวราช

อนุพุทธประวัติ

1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37