|
ธรรมศึกษา ชั้นตรี
ธรรมวิภาค
ติกะ คือ หมวด ๓
รตนะ ๓ อย่าง
พระพุทธ ๑
พระธรรม ๑ พระสงฆ์ ๑
๑.
ท่านผู้สอนให้ประชุมชนประพฤติชอบด้วย กาย วาจา ใจ
ตามพระธรรมวินัยที่เรียกว่าพระพุทธศาสนา ชื่อพระพุทธเจ้า
๒.
พระธรรมวินัยที่เป็นคำสอนของท่าน ชื่อพระธรรม
๓.
หมู่ชนที่ฟังคำสั่งสอนของท่านแล้ว ปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย
ชื่อพระสงฆ์
รตนะ แปลว่า
สิ่งที่ให้เกิดความยินดี หมายถึงสิ่งที่มีราคาแพง เช่น เพชร พลอย ทองคำ
หรือสิ่งอื่นใดก็ตามที่ชาวโลกเขานิยมกัน หรือของวิเศษ เช่น รตนะ ๗
อย่าง ของ
พระเจ้าจักรพรรดิ์ ช้างแก้ว
ม้าแก้ว ขุนพลแก้ว ขุนคลังแก้ว นางแก้ว จักรแก้ว แก้วมณี
พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์
ทรงจัดว่าเป็นรตนะ เพราะเป็นผู้มีค่ามากโดยตนเองเป็นผู้สงบจากบาปแล้ว
สอนผู้อื่นให้ละชั่วประพฤติชอบ ถ้าคนในโลกไม่ละชั่วประพฤติชอบแล้ว
สิ่งมีค่าทั้งหลายก็จะกลายเป็นศัตรูนำภัยอันตรายมาสู่ตนเอง เพราะฉะนั้น
พระพุทธเจ้า
พระธรรม และพระสงฆ์ จึงชื่อว่า รตนะ
คือเป็นสิ่งที่มีค่า น่ายินดี
คุณของรตนะ ๓ อย่าง
พระพุทธเจ้ารู้ดีรู้ชอบด้วยพระองค์เองก่อนแล้ว สอนผู้อื่นให้รู้ตามด้วย
พระธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว
พระสงฆ์
ปฏิบัติชอบตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว สอนให้ผู้อื่นกระทำตามด้วย
โอวาทของพระพุทธเจ้า ๓ อย่าง
๑. เว้นจากทุจริต
คือประพฤติชั่วด้วยกาย วาจา ใจ
๒. ประกอบสุจริต
คือประพฤติชอบ ด้วยกาย วาจา ใจ
๓.
ทำใจของตนให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองใจ มีโลภ โกรธ หลง เป็นต้น
ทุจริต ๓ อย่าง
๑.
ประพฤติชั่วด้วยกาย เรียกกายทุจริต
๒.
ประพฤติชั่วด้วยวาจา เรียกวจีทุจริต
๓.
ประพฤติชั่วด้วยใจ เรียกมโนทุจริต
กายทุจริต ๓ อย่าง
ฆ่าสัตว์ ๑ ลักฉ้อ ๑
ประพฤติผิดในกาม ๑
วจีทุจริต ๔
อย่าง
พูดเท็จ ๑ พูดส่อเสียด ๑ พูดคำหยาบ
๑ พูดเพ้อเจ้อ ๑
มโนทุจริต ๓ อย่าง
โลภอยากได้ของเขา ๑
พยาบาทปองร้ายเขา ๑ เห็นผิดจากคลองธรรม ๑
ทุจริต
(ความประพฤติชั่ว) ๓ อย่างนี้
เป็นสิ่งไม่ควรทำ ควรละเสีย
สุจริต ๓ อย่าง
๑ ประพฤติชอบด้วยกาย เรียกกายสุจริต
๒.
ประพฤติชอบด้วยวาจา เรียกวจีสุจริต
๓.
ประพฤติชอบด้วยใจ เรียกมโนสุจริต
กายสุจริต ๓ อย่าง
เว้นจากฆ่าสัตว์ ๑ เว้นจากลักฉ้อ ๑ เว้นจากประพฤติผิดในกาม ๑
วจีสุจริต ๔
อย่าง
เว้นจากพูดเท็จ ๑ เว้นจากพูดส่อเสียด
๑ เว้นจากพูดคำหยาบ ๑ เว้นจากพูด -เพ้อเจ้อ ๑
มโนสุจริต ๓ อย่าง
ไม่โลภอยากได้ของเขา ๑ ไม่พยายามปองร้ายเขา ๑
เห็นชอบตามคลองธรรม ๑
สุจริต
(ความประพฤติชอบ) ๓ อย่างนี้
เป็นกิจควรทำ ควรประพฤติ
อกุศลมูล ๓ อย่าง
รากเหง้าของอกุศล
เรียกอกุศลมูล มี ๓ อย่าง คือ โลภะ อยากได้ ๑ โทสะ คิดประทุษร้ายเขา
๑ โมหะ หลงไม่รู้จริง ๑
เมื่ออกุศลทั้ง ๓ นี้ ก็ดี
ข้อใดข้อหนึ่งก็ดีมีอยู่ในใจ อกุศลอื่นที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น
ที่เกิดแล้วก็เจริญมากขึ้น เหตุนั้น
จึงชื่อว่า อกุศลมูล คือรากเหง้าของอกุศล ท่านสอนให้ละเสีย
กุศลมูล ๓ อย่าง
รากเหง้าของกุศล เรียกกุศลมูล
มี ๓ อย่าง คือ อโลภะ ไม่อยากได้ ๑ อโทสะ
ไม่คิดประทุษร้ายเขา ๑ อโมหะ ไม่หลง ๑
เมื่อกุศลทั้ง ๓ นี้ ก็ดี
ข้อใดข้อหนึ่งก็ดีมีอยู่ในใจ กุศลอื่นที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น
ที่เกิดขึ้นแล้วก็เจริญมากขึ้น
เหตุนั้น จึงชื่อว่ากุศลมูล คือรากเหง้าของกุศล ท่านสอนว่า ควร
ให้เกิดขึ้นในใจอย่างต่อเนื่อง
สัปปุริสบัญญัติ
คือข้อที่ท่านสัตบุรุษตั้งไว้ ๓ อย่าง
๑. ทาน
สละสิ่งของของตน เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น
๒. ปัพพัชชา
ถือบวช เป็นอุบายเว้นจากการเบียดเบียนกันและกัน
๓.
มาตาปิตุอุปัฏฐาน ปฏิบัติมารดา บิดาของตนให้เป็นสุข
สัตบุรุษ
แปลว่าคนดีมีความประพฤติทางกาย วาจาและใจอันสงบ กายสงบ
คือเว้นจากกายทุจริต ๓ วาจาสงบ คือเว้นจากวจีทุจริต ๔ ใจสงบ
คือเว้นจากมโนทุจริต ๓
และเป็นผู้ทรงความรู้
ทาน แปลว่า
การให้ หมายถึงการให้สิ่งของของตน มีข้าว น้ำเป็นต้น
แก่บุคคลอื่นด้วยวัตถุประสงค์ ๒ อย่าง คือ ๑.
เพื่อบูชาคุณของผู้มีคุณความดี เช่นการทำบุญแก่พระสงฆ์เป็นต้น ๒
เพื่อช่วยเหลือบุคคลผู้ขาดแคลน เช่นการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นต้น
ปัพพัชชา
แปลว่า การถือบวช หมายถึง
นำกายและใจออกห่างจากกามคุณอันเป็นเหตุแห่งการเบียดเบียนกัน
แม้ผู้เป็นฆราวาสจะทำเช่นนี้บางครั้งบางคราวก็เกิดประโยชน์ได้
มาตาปิตุอุปัฏฐาน แปลว่า การปฏิบัติบิดาและมารดา หมายถึงการเลี้ยงดูท่าน
ช่วยท่านทำงาน
รักษาชื่อเสียงวงศ์ตระกูล รักษาทรัพย์มรดก และเมื่อท่านถึงแก่กรรมทำบุญให้ท่าน
บุญกิริยาวัตถุ ๓ อย่าง
สิ่งเป็นที่ตั้งแห่งการบำเพ็ญบุญ
เรียกบุญกิริยาวัตถุ โดยย่อมี ๓ อย่าง
๑. ทานมัย
บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน
๒. สีลมัย
บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล
๓. ภาวนามัย
บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา
บุญ
มีความหมาย ๒ ประการ คือ ๑.
เครื่องชำระสิ่งที่ไม่ดีที่นอนเนื่องอยู่ในใจ
๒.
สภาพที่ก่อให้เกิดความน่าบูชา
บุญนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำ จึงชื่อว่า
บุญกิริยา
บุญที่ควรทำนั้น เป็นที่ตั้งแห่งสุขวิเศษ
จึงชื่อว่า บุญกิริยาวัตถุ
ทาน
คือเจตนาที่เสียสละสิ่งของ หมายถึง เสียสละเพื่อทำลายกิเลสคือความโลภ
ในใจของตน
ศีล
คือเจตนาที่ตั้งไว้ดีโดยห้ามกายกรรมและวจีกรรมที่มีโทษ
แล้วให้สมาทานกรรมดีไม่มีโทษและเป็นที่ตั้งของกุศลธรรมชั้นสูง
มีสมาธิและปัญญาเป็นต้น
ภาวนา คือ เจตนาที่ทำให้กุศลเจริญ
หมายความว่า
ทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นและทำกุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้เพิ่มพูนมากขึ้น
 |
ธรรมวิภาค |
 |
|