|
ธรรมศึกษา ชั้นตรี
ธรรมวิภาค
มนุษย์ทุกรูปทุกนาม ล้วนปรารถนาความสุขด้วยกันทั้งนั้น
และเป็นที่รับรองต้องกันของวิญญูชนว่า
เหตุหรือทางมาแห่งความสุขของมนุษย์นั้น ที่สำคัญมี ๓ อย่าง คือ ๑.
วิชาความรู้ ๒. อาชีพการงาน ๓.
ธรรม คือศีลธรรม
แต่ส่วนมากมักจะให้ความสำคัญเพียง ๒ อย่าง คือ
วิชาความรู้กับอาชีพการงาน
เพราะมองเห็นชัดว่า คนที่มีความรู้ดี ย่อมมีอาชีพการงานที่ดี
อาชีพการงานที่ดีก่อให้เกิดทรัพย์
ทรัพย์ย่อมนำมาซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรารถนาและต้องการ เลยพากันทิ้งธรรม
คือ ศีลธรรม มนุษย์จึงไม่ได้รับความสุขที่แท้จริง
การขาดธรรม คือ ศีลธรรม
สร้างปัญหาให้กับสังคมมนุษย์มากมาย ดังตัวอย่างที่ได้เห็นและได้ยินอยู่เสมอ
บางคนบางครอบครัว มีความรู้สูง มีทรัพย์สินเงินทองมาก
แต่ไม่มีความสุขเลย ทำร้ายกันถึงกับฆ่ากันก็มี หรือบางสังคม
บางประเทศขาดธรรมคือความเมตตากรุณา มีแต่ความอาฆาตพยาบาท
ทำลายล้างกัน
ตลอดเวลา
ทั้งที่มีเศรษฐกิจดี ก็หาความสุขไม่ได้
ดังนั้น ธรรม คือศีลธรรม
จึงมีความจำเป็นสำหรับมนุษย์ ไม่น้อยไปกว่าวิชาความรู้
และอาชีพการงาน การที่นักเรียน นักศึกษา
มาสนใจศึกษาธรรมเพื่อนำเอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน และอาชีพการงาน
จึงเท่ากับเป็นการหาอุบายสร้างความสุขให้แก่ตน
เพราะธรรมนั้นสามารถนำความสุขมาให้แก่ผู้ประพฤติ
ทั้งในปัจจุบันและในภายภาคหน้า ดังพระพุทธพจน์ว่า ธมมจารี
สุขํ เสติ อสมิ โลเก ปรมหิ จ.
ผู้ประพฤติอย่างสม่ำเสมอ
ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า
ทุกะ หมวด ๒
ธรรมมีอุปการะมาก ๒ อย่าง
๑.
สติ ความระลึกได้
๒
. สัมปชัญญะ ความรู้ตัว
สติ
ความระลึกได้ หมายความว่า ก่อนจะทำจะพูด คิดให้รอบคอบก่อน
แล้วจึงทำ
จึงพูดออกไป
สัมปชัญญะ
ความรู้ตัว หมายความว่า ขณะทำ
ขณะพูดมีความรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอดเวลา
ไม่ใช่ทำหรือพูดเรื่องหนึ่งใจคิดอีกเรื่องหนึ่ง
ธรรมทั้ง ๒
นี้ ช่วยรักษาจิตจากอกุศลธรรมและช่วยให้จิตประกอบด้วยกุศลธรรมทุกอย่าง
เหมือนมหาอำมาตย์ผู้มีความรู้ความสามารถ ทำราชกิจทุกอย่างให้สำเร็จเรียบร้อย
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า
ธรรมมีอุปการะมาก
ธรรมเป็นโลกบาล คือคุ้มครองโลก ๒
อย่าง
๑.
หิริ ความละอายแก่ใจ
๒.
โอตตัปปะ ความเกรงกลัว
หิริ
ความละอายแก่ใจ หมายความว่ารู้สึกรังเกียจทุจริต มีกายทุจริต
เป็นต้น เหมือนคนเกลียดสิ่งโสโครกมีอุจจาระ เป็นต้น ไม่อยากจับต้อง
โอตตัปปะ
ความเกรงกลัว หมายความว่า สะดุ้งกลัวต่อทุจริตมีกายทุจริต
เป็นต้น
เหมือนคนกลัวความร้อนของไฟ
ไม่กล้าไปจับไฟ
คนดีทั้งหลายย่อมเคารพตน คือคิดถึงฐานะของตนมีชาติและตระกูลเป็นต้น
ด้วยหิริ ย่อมเคารพผู้อื่น
คือคิดถึงเทวดาที่คุ้มครองรักษาตนเป็นต้น ด้วยโอตตัปปะแล้ว
งดเว้นจากการทำบาป รักษาตนให้บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้น ธรรมทั้ง ๒ นี้ จึงชื่อ
ธรรมคุ้มครองโลก
ธรรมอันทำให้งาม ๒ อย่าง
๑.
ขันติ ความอดทน
๒.
โสรัจจะ ความเสงี่ยม
ขันติ
ความอดทน หมายความว่า ทนได้ไม่พ่ายแพ้ ความหนาว
ร้อน หิว กระหายทุกขเวทนา อันเกิดจากความเจ็บป่วย ความบาดเจ็บ
ถ้อยคำด่าว่าเสียดสีดูถูกดูหมิ่น และ
การถูกทำร้าย
โสรัจจะ
ความเสงี่ยม หมายความว่า
เป็นผู้ไม่มีอาการผิดแปลกไปจากปกติประหนึ่งว่า ไม่เห็น ไม่ได้ยิน
ไม่รับรู้ความหนาว ความร้อนเป็นต้นเหล่านั้น
อนึ่ง
การไม่แสดงอาการเห่อเหิมจนเป็นที่บาดตาบาดใจคนอื่นเมื่อเวลาได้ดี
ก็ควรจัดเป็นโสรัจจะด้วย
บุคคลผู้มีขันติและโสรัจจะ ย่อมประคองใจให้อยู่ในปกติภาพที่ดีอย่างสม่ำเสมอ
ไม่พลุ่งพล่านหรือซบเซาในยามมีความทุกข์ ไม่เห่อเหิมหรือเหลิงในยามมีความสุข
เพราะฉะนั้น
ขันติและโสรัจจะ จึงชื่อว่า
ธรรมอันทำให้งาม
บุคคลหาได้ยาก ๒ อย่าง
๑.
บุพพการี บุคคลผู้ทำอุปการะก่อน
๒.
กตัญญูกตเวที บุคคลผู้รู้อุปการะที่ท่านทำแล้ว และตอบแทน
บุพพการี
บุคคลผู้ทำอุปการะก่อน หมายความว่า
เป็นผู้ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นโดยไม่คิดถึงเหตุ ๒ ประการ คือ ๑.
ผู้นั้นเคยช่วยเหลือเรามาก่อน ๒.
ผู้นั้นจะทำตอบแทนเราในภายหลัง ยกตัวอย่าง เช่น บิดามารดาเลี้ยงดูบุตรธิดา
และครูอาจารย์สั่งสอนศิษย์เป็นต้น
กตัญญูกตเวที
บุคคลผู้รู้อุปการะที่ท่านทำแล้วและตอบแทน หมายความว่า
ผู้ได้รับการช่วยเหลือจากใครแล้วจดจำเอาไว้ ไม่ลืม ไม่ลบล้าง
ไม่ทำลายจะด้วยเหตุใดก็ตาม คอยคิดถึงอยู่เสมอ
และทำตอบแทนอย่างเหมาะแก่อุปการะที่ตนได้รับมา
บุพพการี ชื่อว่าหายาก เพราะคนทั่วไปถูกตัณหาครอบงำ คืออยากได้มากกว่า
อยากเสีย
กตัญญูกตเวที ชื่อว่าหายาก เพราะคนส่วนมากถูกอวิชชา
ได้แก่กิเลสที่ทำลายความรู้ เช่นความโลภ ความโกรธ และความตระหนี่เป็นต้น
ครอบงำ คือปิดบังความรู้สึกที่ดี
นั้นเสีย
 |
ธรรมวิภาค |
 |
|